เมนูย่อย

หน้าแรก องค์ความรู้ การจัดการองค์ความรู้ การจัดการสุขภาพโคนม

การจัดการสุขภาพโคนม

สมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดสัมมนาวิชาการครั้งที่ 6 ในวันพุธที่ 22 พฤศจิกายน 2549 ณ ห้องบรรยาย 1 อาคารเรียนและอาคารปฏิบัติการคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ว่าด้วยการรักษาและการจัดการสุขภาพโคนม รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการจัดการระบบสืบพันธุ์ในโคนม เป็นเรื่องที่สัตวแพทย์ สัตวบาล รวมถึงนักวิชาการที่ทำงานในพื้นที่ต้องมา update ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน การบรรยายพิเศษในครั้งนี้ประกอบด้วยวิทยากรรับเชิญจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์ ดังนี้

ระบาดวิทยาทางสัตวแพทย์กับการจัดการด้านสุขภาพระดับฝูงในโคนม (ผศ.น.สพ.ดร. พิพัฒน์ อรุณวิภาส)
ในช่วงปีที่ผ่านมามีการเลิกเรียนโคนมเนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและขาด แรงจูงใจในการเลี้ยงสัตว์เกษตรกรจึงหันไปประกอบอาชีพอื่น คาดการณ์ว่าในปัจจุบันมีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมประมาณ 20,000 ครอบครัว และเกษตรกรส่วนมากยังคงเป็นฟาร์มเกษตรกรรายย่อย พื้นที่ที่มีการเลี้ยงมาก คือ ราชบุรี นครราชสีมา ลพบุรี สระบุรี และสระแก้ว เป็นต้น
งานของสัตวแพทย์ในปัจจุบัน จะเน้นไปในการจัดการระดับฝูงโคนม โดยมีจุดประสงค์ เพื่อ
1. การทราบสถานะของฝูง
2. การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
3. การควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์จากโคนม
5. เพิ่มผลประโยชน์ต่อฟาร์ม
ทั้งนี้เครื่องมือที่นำมาช่วยในการจัดการระดับฝูงโคนมนั้น คือ งานทางระบาดวิทยา (Epidemiology) ซึ่งเข้ามามีบทบาท และอิทธิพลมากขึ้นต่อการจัดการระดับฝูง โดยข้อมูลและการศึกษาต่าง ๆ ทางระบาดวิทยาถูกนำมาใช้เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาในการจัดการระดับฝูง การศึกษาเชิงสังเกตการณ์ (Observational studies) หรืองานทดลองในภาคสนาม (Chlinical trial) ถูกนำมาใช้ในการศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์ของปัจจัยเสี่ยงและโรค โดยเฉพาะโรคที่มีผลกระทบต่อผลผลิตในฟาร์ม

การจัดโคสาวทดแทน (Replacement Heifer Management)
(น.สพ.คมเดช จีนะเจริญ)
เป้าหมายในการจัดการโคสาวทดแทน คือ
1. ลูกโคสุขภาพดี อัตราการตายน้อยกว่า 5%
2. โคสาวมีความสมบูรณ์พันธ์ที่อายุ 15 เดือน (14 – 16 เดือน)
3. ลูกโคที่อายุ 24 เดือน (26 – 28 เดือน) มีน้ำหนัก 570 กิโลกรัม
4. Body Condition Score ขณะคลอดลูกอยู่ที่ 3.0 – 3.5 และมีความสูงจากพื้นถึงไหล่อย่างน้อย 55 นิ้ว
5. ต้นทุนการผลิตโคสาวอยู่ที่ประมาณ 22,000 – 25,000 บาท
ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการโคสาวทดแทน
1. การเตรียมตัวโคก่อนคลอด
2. การได้รับนมน้ำเหลืองของลูกโคและการได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่โค
3. โรคที่เป็นสาเหตุให้ลูกโคตาย เช่น pneumonia, diarrhea เป็นต้น

Bulk tank milk (BTM) analysis:เครื่องมือสำหรับการปรับปรุงสุขภาพเต้านมของฝูงโคนม
(น.สพ.ศุภชาติ ปานเนียม)
Bulk tank milk (BTM) คือ การใช้แบคทีเรียและ somatic cell เป็นตัวชี้วัด โดยการนำข้อมูลมาเป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์คุณภาพน้ำนมและปัญหาเต้านมอักเสบ (mastitis) ภายในฝูง เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงคุณภาพน้ำนมและสุขภาพของเต้านมของฝูง
mastitis แบ่งตามการแสดงอาการของโรคออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. Clinical mastitis คือ ภาวะเต้านมอักเสบที่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน แบ่งตามความรุนแรงออกเป็น 2 ชนิด คือ
1.1 mild sign
1.2 sever sign
2. Subclinical mastitis คือ ภาวะเต้านมอักเสบที่ไม่แสดงอาการให้เห็น ต้องอาศัยการนับจำนวน somatic cell และการเพาะเชื้อแบคทีเรียในการวินิจฉัยโรค (น้ำนมปกติมี somatic cell น้อยกว่า 200,000 เซลล์/ ml)
Mastitis แบ่งตามชนิดของเชื้อที่ทำให้เกิดโรค ออกเป็น 2 ชนิด คือ
1. Contagious mastitis คือ เชื้อแบคทีเรียที่พบในเต้านมของโคที่ติดเชื้อ เชื้อที่เป็นสาเหตุ คือ
- Streptococcus agalactiae
- Staphyllocccus aureus
2. Environmental mastitis คือ เชื้อแบคทีเรียที่พบตามสิ่งแวดล้อม เชื้อที่เป็นสาเหตุ คือ
- Coliform bacteria
1. E. coli 2. Klebsella pneumoniae
2. Klebsella oxytoca 4. Enterobacter aerogenes
- Environmental streptococci and streptococci like organism
1. Streptococcus ubevis 
2. Streptococcus bovis
3. Streptococcus dysagalactiae 
4. Enterrococcus faecium
5. Enterococcus faecalis

เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อช่วยการจัดการระบบสืบพันธุ์
(อ.น.สพ.อนุชัย ภิญโญภูมิมินทร์)
1. การเหนี่ยวนำการเป็นสัด (Synchronization)
ส่วนใหญ่เป็นวิธีการที่ต้องอาศัยการฉีดฮอร์โมน ตัวอย่างประกอบฮอร์โมนที่ใช้ ได้แก่
1. PGF2 (estrus) + CL
2. GnRH1 + PGF2 (estrus) + GnRH2 –ovulation ? CL
3. GnRH1 + P4 + PGF2 (estrus) + GnRH2 –ovulation ? CL
2. การย้ายฝากตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ (Embryo transfer)
เป็นการใส่ตัวอ่อนระยะก่อนการฝังตัวเข้าไปในท่อระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ตัว เมีย (ท่อนำไข่ ปีกมดลูก หรือมดลูก) ตัวอ่อนที่ใช้อาจเป็นตัวอ่อนสดหรือตัวอ่อนที่ผ่านการแช่แข็ง การย้ายฝากอาจเป็นแบบผ่าตัดหรือไม่ผ่าตัด
3. การผลิตตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการ (ln Vitro Fertilization)
ไข่ : เจาะดูดเก็บจากรังไข่ เพาะเลี้ยงให้ mature (Metaphase ll)
อสุจิ : น้ำเชื้อสดหรือผ่านการแช่แข็ง เหนี่ยวนำให้เกิด capacitation
นำไข่และอสุจิใส่รวมกัน ทำการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่ได้ และย้ายฝากตัวอ่อน
4. การถ่ายฝากนิวเคลียส (Nuclear transfer)
การผลิตตัวอ่อน โดยใช้ nucleus จากเซลล์ตัวอ่อนหรือร่างกายเข้ากับ cytoplasm ของไข่ ทำการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนที่ได้ และย้ายฝากตัวอ่อน
5. Deef lntrauterine lnsemination
การฉีดน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้เข้าไปในท่อระบบสืบพันธุ์ของสัตว์ตัวเมียให้ ลึกที่สุด (มดลูก-สุกร ปีกมดลูก-โค สุกรหรือใกล้กับรูเปิดของท่อนำไข่-ม้า) โดยการไม่ผ่าตัดหรือผ่าตัด เพื่อลดจำนวนอสุจิที่ใช้ในการผสมเทียม (อสุจิแยกเพศ/พ่อพันธุ์ ที่คุณภาพน้ำเชื้อไม่ดี)

____________________________
ที่มา : สาร KUVA ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 – 4 กรกฎาคม – ธันวาคม 2549 หน้า 21 - 23


| หน้าแรก| ข้อมูลองค์กร| บริการ| องค์ความรู้| พัฒนาองค์กร| แผนงาน-วิจัย| บริหาร| พัสดุ-งบประมาณ| สถิติ-รายงาน| ติดต่อ| English| eJournal| Sitemap|