หน้าแรก องค์ความรู้ เตือนภัยโรคสัตว์ MERS-CoV : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012

MERS-CoV : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012

สํานักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข สรุปรายงานเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ดังนี้ สืบเนื่องจากในช่วง วันที่ 20 พฤษภาคม ถึง 10 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา มีการรายงานข่าวจากสื่อมวลชนว่าพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ 2012 หรือโรคเมอร์ส ในประเทศเกาหลีใต้ และมีการแพร่กระจายของโรคอย่างต่อเนื่อง สํานักโรคติดต่ออุบัติใหม่ได้ดําเนินการตรวจสอบรายละเอียด พบว่าข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก ได้รายงานข้อมูลอย่างเป็นทางการล่าสุด ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2558 พบผู้ป่วยโรคเมอร์สที่ประเทศเกาหลีใต้ จํานวน 64 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นผู้ที่มีประวัติสัมผัสเชื้อในประเทศเกาหลีใต้ และเดินทางผ่านฮ่องกงไปยังประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ 1 ราย และมีผู้เสียชีวิต 5 ราย ซึ่งจากจํานวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดเป็นการติดเชื้อที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล และการติดเชื้อในบ้าน องค์การอนามัยโลกสรุปสถานการณ์ในต่างประเทศ ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2558 รายงานพบผู้ป่วยยืนยัน จากทั้งหมด 25 ประเทศ จํานวน 1,218 ราย เสียชีวิต 449 ราย คิดเป็นร้อยละ 36.86


[http://www.dailymail.co.uk]

สถานการณ์ในประเทศไทยขณะนี้ “ยังไม่พบ” การแพร่ระบาดของโรคนี้ และข้อมูลจากเว็บไซต์ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2558 ได้แนะนําประชาชนว่าหากผู้ป่วยมีอาการให้แยกตัวอยู่ที่บ้านพักและโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ เพื่อขอรับการรักษาทันที ทั้งนี้ไม่แนะนําให้เดินทางไปที่โรงพยาบาล รวมทั้งขอความร่วมมือโรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ให้เตรียมอุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดให้พร้อม ก่อนที่จะรับคนไข้ที่มีอาการและคาดว่าจะติดเชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลกรายงานพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 (Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus (MERS-CoV) ณ วันที่ 15 พฤษภาคม 2557 รวมแล้วผู้ป่วย 572 ราย เสียชีวิต 173 ราย โดยพบรายงานผู้ป่วยทั้งหมด จาก 19 ประเทศ ดังนี้ จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส ตูนีเซีย เยอรมัน อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กรีซ อียิปต์ สหรัฐอเมริกา เยเมน เนเธอร์แลนด์ และเลบานอน และศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคของยุโรปรายงานพบผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 ณ วันที่ 6 พฤษภาคม 2557 รวมแล้ว ผู้ป่วย 495 ราย เสียชีวิต 141 ราย ถึงแม้ว่าในประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคนี้ อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยง เนื่องจากจะมีประชาชนชาวไทยเดินทางไปแสวงบุญในประเทศแถบตะวันออกกลางโดยเฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบียซึ่งเป็นจุดที่โรคระบาดครั้งแรก และมีนักท่องเที่ยวจากประเทศแถบตะวันออกกลางและเกหลีที่เดินทางเพื่อเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วย


[http://www.themalaymailonline.com]

ลักษณะโรค
โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุใหม่ 2012 เป็นเชื้อสายพันธุ์หนึ่งในกลุ่มไวรัสโคโรน่า เริ่มมีการค้นพบผู้ป่วยครั้งแรกในเดือนเมษายน 2555 โดยในช่วงแรกยังไม่ทราบว่าผู้ป่วยเหล่านั้นเกิดจากเชื้อใด หลังจากนั้นมีการตรวจยืนยันว่าเป็นการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ ที่มีชื่อเรียกว่า "โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012" และในเดือนกันยายน 2555 มีการรายงานพบผู้ป่วยรายแรกในประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยขณะนี้มีรายงานการติดเชื้อจากคนสู่คนในวงจำกัด ซึ่งพบในกลุ่มผู้ป่วยด้วยกันหลายกลุ่ม ได้แก่ ผู้ดูแลใกล้ชิด สมาชิกครอบครัวเดียวกัน บุคลากรทางการแพทย์ แต่ยังไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อในวงกว้าง

สถานการณ์
ทั่วโลก : องค์การอนามัยโลกแจ้งพบผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 จนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2557 รวมทั้งสิ้น 264 ราย เสียชีวิต 93 ราย พบรายงานจากทั้งหมด 16 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมน ตูนีเซีย อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กรีซ อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่พบในผู้เดินทางไปแสวงบุญ และบุคลากรทางการแพทย์ ในขณะที่ศูนย์การป้องกันควบคุมโรคยุโรป (European Centre for Disease Prevention and Control) รายงานเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ว่าพบผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น 424 ราย เลียชีวิต 131 ราย
ประเทศไทย : ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 จนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 ยังไม่พบรายงานผู้ป่วยโรคนี้ในประเทศไทย

เชื้อก่อโรค


เชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012

อาการของโรค
ผู้ป่วยที่ยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่า โดยทั่วไปจะมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจค่อนข้างรุนแรงและเฉียบพลัน มีอาการไข้ ไอ หายใจหอบและหายใจลำบาก ซึ่งผู้ป่วยเกือบทุกรายจะมีภาวะปอดบวม นอกจากนี้ในผู้ป่วยอีกจำนวนมากจะมีอาการในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องร่วง ร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายมีภาวะไตวาย ซึ่งในจำนวนครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดจะเสียชีวิต ส่วนในผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือลดน้อยลง การแสดงของโรคอาจมีความแตกต่างออกไป

ระยะฟ้กตัวของโรค
มีระยะฟักตัวเฉลี่ย 2 -14 วัน

วิธีการแพร่โรค
ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมีนาคม 2557 พบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยบางรายไม่มีรายงานการยืนยันทางห้องปฏิบัติการ และในบางรายมีประวัติสัมผัสกับสัตว์ แม้ว่าข้างต้น อฐจะเป็นแหล่งสงสัยหลักที่นำมาสู่การติดเชื้อในมนุษย์ แต่ยังไม่ทราบถึงเส้นทางการติดต่อว่าเกิดจากการสัมผัสทางตรงหรือทางอ้อมอย่างไร ทั้งนี้ยังคงมีการตรวจสอบเพื่อระบุหาแหล่งที่นำมาของการติดเชื้อ ต่อไป

การรักษา
เป็นการรักษาแบบประคับประคอง ยังไม่มีวัคซีนและยารักษาที่จำเพาะ

การป้องกัน
• สำหรับผู้เดินทาง/นักท่องเที่ยว
จากข้อมูลที่มีในป้จจุบัน พบว่ากลุ่มเสี่ยงที่จะมีอาการป่วยรุนแรง ได้แก่ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง โรคไตวาย หรือผู้ที่ภูมิต้านทานตํ่า ควรระมัดระวังเป็นพิเศษ หากท่านเข้าเยี่ยมชมฟาร์ม หรือพื้นที่โรงเก็บผลผลิตทางการเกษตร หรือในพื้นที่ตลาดที่มีอูฐอยู่ รวมถึงควรหลีกเสี่ยงการสัมผัสอูฐ ควรรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลให้ดี โดยการล้างมือ และควรหลีกเสี่ยงการดื่มน้ำนมดิบจากอูฐ หรือน้ำนมจากอูฐที่ยังไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือกินอาหารที่ไม่สะอาด เนื่องจากอาจมีการปนเปื้อนสารคัดหลั่งของสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ผ่านการล้าง ปอกเปลือก หรือปรุงให้สุก
• สำหรับประชาชนทั่วไป
สำหรับประชาชนทั่วไป เมื่อเข้าเยี่ยมชมฟาร์ม หรือพื้นที่โรงเก็บผลผลิตทางการเกษตร ควรรักษาสุขอนามัย ทั่วไป เช่น ล้างมือเป็นประจำ ก่อนและหลังการสัมผัสสัตว์ หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่วย และรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย
•สำหรับสถานพยาบาล
เพิ่มมาตรการในการป้องกันควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล โดยในผู้ป่วยสงสัยหรือผู้ป่วยที่รับการยืนยันการติดเชื้อโรคไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 ควรมีมาตรการที่เหมาะสมในการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไปยังผู้ป่วย คนอื่น หรือบุคลากรทางการแพทย์ หรือญาติ/ผู้เข้าเยี่ยม ผู้ป่วยทุกรายที่ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 ไม่ใช่ทุกคนที่มีอาการรุนแรง บางรายมีอาการรุนแรงหรือผิดปกติ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่บุคลากรทางการแพทย์ ควรระมัดระวังในการใช้มาตรการควบคุมการติดเชื้ออย่างเป็นมาตรฐานและต่อเนื่องกับผู้ป่วยทุกรายตลอดเวลา โดยไม่ต้องคำนึงถึงการวินิจฉัยของโรค

องค์การอนามัยโลก แนะนำให้เพิ่มความตระหนักเรื่องโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 ในกลุ่มนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค แต่ยังไม่แนะนำให้ตั้งจุดตรวจคัดกรองพิเศษบริเวณทางเข้า-ออกประเทศ และยังไม่แนะนำให้มีการจำกัดการเดินทาง หรือกีดกันทางการค้าแต่อย่างใด

คำถามที่พบบ่อย เรื่อง โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012
  1. โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า คืออะไร ?
         โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า คือ โรคติดเชื้อซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ที่ทำให้เกิดอาการป่วยในคนและสัตว์ ซึ่งเชื้อไวรัสโคโรน่า มีสายพันธุก่อให้เกิดอาการป่วยในคน ที่แสดงความรุนแรงต่างกันตั้งแต่เป็นไข้หวัดธรรมดา จนถึงสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดโรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Infections (SAR))
         โรคติดเชื้อไวรสโคโรน่า ถูกค้นพบครั้งแรกในเดือนเมษายน พ.ศ. 2555 ซึ่งเป็นไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยพบในคนมาก่อน โดยจะแสดงอาการของโรคที่รุนแรงในผู้ป่วยเกือบทุกราย และจำนวนครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดจะเสียชีวิต
         โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า หรืออีกซื่อหนึ่งคือ กลุ่มอาการระบบทางเดินหายใจเฉียบพลันในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง (Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV)) โดยกลุ่มการศึกษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าระหว่างประเทศ (The Coronavirus study Group of the International Committee on Taxonomy of Viruses) เป็นผู้ตั้งซื่อนี้ขึ้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2556
  2. โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า เกิดขึ้นที่ไหนบ้าง ?
         องค์การอนามัยโลกแจ้งพบผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 จนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2557 รวมทั้งสิ้น 264 ราย เสียชีวิต 93 ราย พบรายงานจากทั้งหมด 16 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ตูนีเซีย อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กรีซ อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่พบในผู้เดินทางไปแสวงบุญ และบุคลากรทางการแพทย์ ในขณะที่ศูนย์การป้องกันควบคุมโรคยุโรป (European Centre for Disease Prevention and Control) รายงานเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ว่าพบผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น 424 ราย เลียชีวิต 131 ราย โดยผู้ป่วยทั้งหมดมีความสัมพันธ์ (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) กับประเทศทางตะวันออกกลาง สำหรับในประเทศฝรั่งเศส อิตาลี ตูนีเชีย และอังกฤษ เกิดการติดเชื้อในวงจำกัด โดยเกิดกับผู้ป่วยที่ไม่มีประวัติการเดินทางไปยังประเทศแถบตะวันออกกลาง แต่มีการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับผู้ป่วยยืนยันหรือผู้ป่วยสงสัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า
  3. โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า แพร่กระจายได้อย่างไร ?
         ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า เชื้อไวรัสซนิดนี้แพร่กระจายได้อย่างไร อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกได้ให้ประเทศสมาชิกเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์โรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (SAR) อย่างใกล้ชิด รวมไปถึงตรวจสอบลักษณะที่ผิดปรกติของผู้ป่วย SAR หรือปอดบวม อย่างระมัดระวัง และองค์การอนามัยโลกจะเผยแพร่ข้อมูลให้ทราบ ต่อไป
  4. การติดเชื้อไวรัสโคโรน่า จะมีอาการอย่างไร ?
         ผู้ป่วยที่ยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสโคโรน่า โดยทั่วไปจะมีอาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจค่อนข้างรุนแรงและเฉียบพลัน มีอาการไข้ ไอ หายใจหอบ และหายใจสำบาก ซึ่งผู้ป่วยเกือบทุกรายจะมีภาวะปวดบวม นอกจากนี้ในผู้ป่วยอีกจำนวนมากจะมีอาการในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องร่วงร่วมด้วย ผู้ป่วยบางรายมีภาวะไตวาย ซึ่งในจำนวนครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมดจะเสียชีวิต ส่วนในผู้ที่มีโรคประจำตัว ซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือลดน้อยลงการแสดงของโรคอาจมีความแตกต่างออกไป อย่างไรก็ตามสาเหตุของการติดเชื้อไวรัสโคโรน่านี้ ยังไม่สามารถหาสาเหตุที่แน่ชัด เนื่องจากมีผู้ป่วยจำนวนน้อย อาจมีการเปลี่ยนแปลง หากมีข้อมูลเพิ่มเติม
  5. จากข้อมลล่าสุดที่มีการค้นพบภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า (แอนติบอดี) ในอฐนั้น มีความสำคัญอย่างไร ?
         เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2556 กระทรวงสาธารณสุขประเทศซาอุดิอาระเบียรายงานพบเชื้อไวรัสโคโรน่า ในอูฐที่มีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าในประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งการค้นพบนี้มีความสอดคล้องกับรายงานการศึกษาภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า (แอนติบอดี) ในอูฐที่ได้รับการตีพิมพ์ก่อนหน้านี้ และเป็นการเพิ่มข้อมูลที่สำคัญอีกหนึ่งชิ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจระบบนิเวศวิทยาของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามากขึ้น อย่างไรก็ตามการค้นพบในครั้งนี้อาจไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องโดยทางตรงกับห่วงโซ่ของการติดต่อสู่มนุษย์ คำถามสำคัญที่เกี่ยวข้องกับไวรัสนี้คือ มนุษย์ติดเชื้อได้อย่างไร และวิธีการสัมผัสสิ่งที่ทำให้เกิดโรค ขณะที่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีผลบวกต่อเชื้อไวรัสโคโรน่า ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดจากการติดเชื้อในตัวมนุษย์เองหรือมีการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ รวมทั้งอูฐ แม้ว่าการติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจะมีบทบาทในการติดต่อสู่มนุษย์ก็ตาม นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นต้องเข้าใจลำดับทางพันธุกรรมและข้อมูลทางระบาดวิทยา ถ้ามีการติดต่อของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าจากอูฐสู่มนุษย์ด้วย
  6. คนทั่วไปจะติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้อย่างไร ?
         ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่ระบุได้ว่า คนติดเชื้อไวรัสนี้ได้อย่างไร ขณะนี้ยังคงดำเนินการสอบสวนโรค เพื่อหาแหล่งที่มาของเชื้อไวรัส (source of the virus) ลักษณะของการสัมผัสที่จะนำไปสู่การติดเชื้อ (types of exposure that lead to infection) ช่องทางการติดต่อของโรค (mode of transmission) ลักษณะอาการทางคลินิก (clinical pattern) และสาเหตุของการเกิดโรค (course of disease)
  7. เชื้อไวรัสโคโรน่า มีการติดต่อสู่คนได้อย่างไร ?
         ข้อมูลปัจจุบัน ยังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่า เชื้อไวรสโคโรน่า มีการติดต่อสู่คนได้อย่างไร ซึ่งไม่มีความเป็นไปได้ที่เชื้อไวรัสโคโรน่าจะแพร่กระจายสู่คนผ่านการสัมผัสโดยตรงกับอูฐที่มีเชื้อ เนื่องจากผู้ป่วยยืนยันที่มีประวัติการสัมผัสกับอูฐนั้น มีจำนวนน้อยมาก ดังนั้น ควรมีการสอบสวนโรคเพิ่มเติม ในเรื่องประวัติของการสัมผัสสิ่งต่างๆ ของผู้ป่วย ซึ่งองค์การอนามัยโลก ได้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่ายที่มีความเชี่ยวชาญทั้งในด้านสุขภาพสัตว์ และความปลอดภัยด้านอาหาร ได้แก่ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประซาชาติ (FAO) องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) และหน่วยงานต่างๆ ในระดับชาติ เพื่อสนับสบุนข้อมูลในการสอบสวนโรค ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในองค์กรต่างๆ ได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและแนวทางในการดูแลผู้ป่วยได้ในเว็บไซต์ขององค์การอนามัยโลก
  8. ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ใช่หรือไม่ ?
         เนื่องจากข้อมูลปัจจุบัน ยังไม่ทราบแหล่งที่มา หรือช่องทางการติดต่อของเชื้อไวรัสโคโรน่าอย่างแน่ชัด ดังนั้นในการป้องกันการติดเชื้อ จึงใช้มาตรการการป้องกันพื้นฐานทั่วไป ได้แก่ หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับสัตว์ที่มีอาการป่วย (รวมถึงนก) และการรักษาสุขอนามัยขั้นพื้นฐานส่วนบุคคล โดยเฉพาะการล้างมือบ่อยๆ เปลี่ยนชุดป้องกันรวมถึงรองเท้าบูททุกครั้งหลังการสัมผัสสัตว์ หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ไม่นำสัตว์ที่ป่วยไปประกอบอาหาร การบริโภคผลิตภัณฑ์ดิบจากสัตว์ เช่น นม และเนื้อสัตว์ มีความเลี่ยงสูงที่จะทำให้เกิดการติดเชื้อในมนุษย์ได้ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ควรมีกระบวนการฆ่าเชื้อหรือการปรุงอย่างเหมาะสม เช่น การพาสเจอร์ไรซ์ ซึ่งปลอดภัยต่อการบริโภค แต่ก็ควรกระทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อเป็นการป้องกันการปนเปื้อนกับผลิตภัณฑ์ดิบ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานผักหรือผลไม้ที่ไม่ได้ล้าง และดื่มนํ้าที่ยังไม่ผ่านกระบวนการที่ปลอดภัย
  9. เชื้อไวรัสโคโรน่า มาจากค้างคาว จริงหรือไม่ ?
         เมื่อเร็วๆ นี้มีการค้นพบว่า ลักษณะทางพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรน่า มีความสัมพันธ์จำเพาะกับไวรัสในค้างคาวจากประเทศแอฟริกาใต้ แต่ยังไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า มีต้นกำเนิดมาจากค้างคาว
  10. โรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส อยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ?
         ขณะนี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่า เชื้อไวรัสโคโรน่าเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมแบบไหน
  11. โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้หรือไม่ ?
         ขณะนี้ มีการติดเชื้อจากคนสู่คนในกลุ่มผู้ป่วยด้วยกันจำนวนหลายกลุ่ม โดยพบในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัวเดียวกัน และระหว่างเพื่อนร่วมงาน อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถระบุได้ว่าผู้ป่วยเหล่านี้ได้รับเชื้อโดยวิธีใด ไม่ว่าจะเป็นระบบทางเดินหายใจ (ไอ จาม) หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรงหรือการได้รับเชื้อที่อย่ในอากาศจากผู้ป่วย โดยขณะนี้ ยังไม่มีการแพร่กระจายของเชื้อในชุมชน
  12. มีวัคซีน หรือการรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือไม่ ?
         ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาแบบประคับประคองและการรักษาตามอาการของผู้ป่วย
  13. ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อโรคไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ จำนวนกี่ราย ?
         องค์การอนามัยโลกแจ้งพบผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 ตั้งแต่เดือนกันยายน 2555 จนถึงวันที่ 4 พฤษภาคม 2557 รวมทั้งสิ้น 264 ราย เสียชีวิต 93 ราย พบรายงานจากทั้งหมด 16 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมน ตูนีเซีย อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กรีซ อียิปต์ และสหรัฐอเมริกา โดยส่วนใหญ่พบในผู้เดินทางไปแสวงบุญ และบุคลากรทางการแพทย์ ในขณะที่ศูนย์การป้องกันควบคุมโรคยุโรป (European Centre for Disease Prevention and Control) รายงานเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ว่าพบผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้น 424 ราย เลียชีวิต 131 ราย
  14. บุคลากรทางสาธารณสุขมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือไม่ ?
         การติดต่อเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ดูแลผู้ป่วย โดยการแพร่กระจายของเชื้อจากผู้ป่วยไปยังผู้ให้บริการด้านสาธารณสุข ดังนั้น องค์การอนามัยโลกจึงได้ให้คำแนะนำสำหรับบุคลากรทางสาธารณสุข ให้ดำเนินการตามมาตรการควบคุมและป้องกันการติดเชื้อที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง
  15. องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศต่างๆ ดำเนินการอย่างไร ?
         องค์การอนามัยโลกส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศเพิ่มความเข้มข้นในการเฝ้าระวังโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน (SAR) และตรวจสอบลักษณะที่ผิดปกติต่างๆ ของผู้ป่วย SAR หรือปอดบวม อย่างระมัดระวัง และยังได้กระตุ้นเตือนให้ประเทศสมาชิกแจ้งหรือยืนยันต่อองค์การอนามัยโลก กรณีมีผู้ป่วยสงสัย หรือผู้ป่วยยืนยันการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012
  16. องค์การอนามัยโลกมีคำแนะนำสำหรับผู้เดินทาง หรือผู้ที่ทำการค้ากับประเทศที่มีการระบาดหรือไม่ ?
         องค์การอนามัยโลกยังไม่มีคำแนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้าแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโลกจะติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเผยแพร่ข้อมูลให้ทราบ ต่อไป
  17. กระทรวงสาธารณสุขไทยให้คำแนะนำสำหรับผู้แสวงบุญที่จะเดินทางไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย อย่างไร ?
         1. ติดตามและปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการซาอุดิอาระเบีย ได้แนะนำให้กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคไต โรคระบบทางเดินหายใจ โรคเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิต้านทานตํ่า ผู้ป่วยที่มีเนื้องอก หญิงตั้งครรภ์ และเด็ก เลื่อนการเดินทางไปร่วมพิธีอุมเราะห์และพิธีฮัจญ์ในปีนื้ (ฮิจญ์เราะฮ์ศักราช 1434)
         2. สำหรับผู้เดินทางอื่นๆ ที่จะไปประเทศซาอุดิอาระเบีย ขอให้ปฏิบัติตัว ดังนี้
            • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยนํ้าและสบู่ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ถูที่มือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการไอ จาม
            • หากมีอาการไอหรือจาม ให้ใช้กระดาษทิชซูปีดปาก และทิ้งในถังขยะที่จัดไว้ หลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสที่ตา จมูก ปาก โดยตรง
            • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน
            • เมื่อจะเข้าไปในสถานที่มีผู้คนแออัด ให้สวมหน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามสุขอนามัยทั่วไป
            • รับการฉีดวัคซีนตามข้อกำหนดสำหรับการเดินทางไปประเทศซาอุดิอาระเบีย
            • หากมีอาการป่วยในขณะที่อยู่ประเทศซาอุดิอาระเบีย หรือเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยแล้ว ให้รีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง
            • ผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศที่พบการระบาดของโรค ให้สังเกตอาการต่ออีก 30 วัน หากมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีนํ้ามูก ควรพักผ่อนอยู่กับบ้าน และปฏิบัติตามมาตรการลดการแพร่เชื้อสู่คนรอบข้าง โดยการสวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อยๆ หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน หรือมีอาการไข้สูง หอบเหนื่อย หายใจสำบาก ควรไปพบแพทย์ พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง

  18. หากมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ โทรศัพท์ 0-25903159 หรือหาข้อมูลและคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://beid.ddc.moph.go.th




    [ที่มา : สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, http://beid.ddc.moph.go.th]

|หน้าแรก| แผนผังเว็บ| ข้อมูลองค์กร| การบริการ| องค์ความรู้| พัฒนาองค์กร| แผนงาน-วิจัย| บริหารจัดการ| พัสดุ-งบประมาณ| สถิติ-รายงาน| ติดต่อ| English|
Home องค์ความรู้ เตือนภัยโรคสัตว์ MERS-CoV : โรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012