เมนูย่อย

หน้าแรก องค์ความรู้ การจัดการองค์ความรู้ เศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐกิจพอเพียง

โดย ฯพณฯ องคมนตรี เกษม วัฒนชัย ปาฐกถาเทิดพระเกียรติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี พิธีเปิดการประชุมวิชาการทางสัตวแพทย์และการเลี้ยงสัตว์ครั้งที่ 32 “ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี สัตวแพทย์รวมใจ เทิดไท้องค์ราชัน” สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ กรุงเทพมหานคร


กราบเรียนท่านผู้มีเกียรติถึงหลักคิดของปรัชญาแห่งเศรษฐกิจพอเพียง นั้น พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงรับสั่งเกี่ยวกับเรื่องโลกาภิวัตน์มานานแล้ว ทรงมีพระราชดำริเรื่องนี้ตั้งแต่พระราชดำรัสในวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2521 ตอนนั้นยังอยู่ในช่วงสงครามเย็นแต่ก็ผ่อนลงไปมากแล้ว และเลิกเมื่อ พ.ศ.2533 โลกนี้ก็เป็นโลกใบเดียวแล้ว ไม่มีค่ายประชาธิปไตย ค่ายคอมมิวนิสต์อีกต่อไป เทคโนโลยีด้านการสื่อสาร (Global village) มีการทำวิจัยเรื่องผลกระทบของโลกาภิวัตน์กับวิธีคิดของคนวัยรุ่น ทำกันง่าย ๆ โดยเอาเครื่องวิดีโอไปฉายในห้องนอนของเด็กวัยรุ่นที่อเมริกา ที่อินโดนิ เซีย ที่ญี่ปุ่น ที่ไทย ที่ไหนก็ได้ ปรากฏว่าทุกประเทศประดับประดาห้องนอนเหมือนกันหมดเลย วัยรุ่นทั้ง 5 ชาตินี้ รองเท้าถอดทิ้งไว้ที่พื้นก็เหมือนกัน เรียกว่าเป็นเนื้อเดียวกัน (Homogenization) คือทำให้เหมือนกัน มีทั้งข้อดีข้อเสียในจำนวน 192 ประเทศในโลก ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้านทรงรับสั่งไว้เมื่อ พ.ศ.2521 ว่า วิถีทางดำเนินของบ้านเมืองและประชาชนโดยทั่วไปมีความเปลี่ยนมาตลอด วิถีทางดำเนินของบ้านเมือง คือ เมืองไทย นับเป็น 700-800 ปี มีความเปลี่ยนแปลงมาตลอด ความเปลี่ยนแปลง เนื่องมาจากความวิปริตผันแปรของวิถีแห่งเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และอื่น ๆ ของโลก ประโยคที่สอง คือ โลกาภิวัตน์ (Globalization) ตอนนั้นยังไม่มีคำนี้ เพิ่งจะมาตอนหลัง ยากยิ่งที่เราจะหลีกเลี่ยงให้พ้นได้จึงต้องระมัดระวังประคับประคองเรามาก ขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นอยู่โดยประหยัด เพื่อที่จะให้อยู่รอด และก้าวต่อไปโดยสวัสดี ขอประมวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่มีคนพูดกันมาก โดยขอใช้คำว่า ธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง (Nature of changes) ข้อหนึ่ง คำพูดที่มีคนพูดไว้ก่อนพระพุทธกาล คือ ทุกสิ่งทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง สัพเพ ธรรมา อนิจจตา อนิจจตาคือ ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตมักเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่วนข้อที่สองชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดจากเหตุปัจจัยซึ่งก็มีคำว่า causes and effects มีคำว่าสาเหตุ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้สอนไว้เมื่อ 2500 ปีที่แล้วว่า อิตท ปัจจญตา มีปัจจัยจึงนำไปสู่เหตุปัจจัยทำให้เกิดผล การเปลี่ยนแปลงเกิดจากเหตุปัจจัยไม่ใช่เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของสิ่งที่อธิบาย ไม่ได้ทั้งหลายที่สมัยโบราณเชื่อกัน ซึ่งก็ยังมีการเชื่อกันอยู่ ได้ข่าวว่าบางคนชะตาชีวิตต้องเปลี่ยนเพราะหมอดูพม่า เพราะเชื่อเรื่องดวงชะตา ความจริงเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จับต้องได้ อาจจะแบ่งประเภทของการเกิดปัจจัยได้ เช่น เหตุปัจจัยภายนอก เหตุปัจจัยภายใน ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลงในครอบครัว เหตุปัจจัยทั้งนอกและในครอบครัว ถ้าพูดถึงในบริษัทก็มีเหตุปัจจัยทั้งในและนอกบริษัท เหตุปัจจัยภายนอกภายใน เพราะว่าอะไร เราต้องรู้จักการแยกเหตุปัจจัยตรงนี้ เพื่อเราจะได้จัดการได้ และเราก็จะจัดการเปลี่ยนแปลงได้ อีกประเภทหนึ่งคือเหตุปัจจัยที่ควบคุมได้ กับเหตุปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เวลาเรียน พยาธิกำเนิดของโรค จะรู้ว่าโรคนี้เกิดจากปัจจัยสี่ห้าอย่าง ปัจจัยบางอย่างควบคุมได้ ควบคุมไม่ได้ เป็นการขยายสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ อิตท ปัจจญตา เพราะอะไรที่พูดเรื่องนี้ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระองค์ท่านพระราชทานให้เพื่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเท่านั้นเอง ถ้าในโลกนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ก็ไม่ต้องมีหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อประมาณร้อยปีมาแล้วมีปราชญ์ชาวตะวันตก เฝ้าสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงแล้วบอกว่ามันเป็นวงจร ไม่ใช่ขึ้นแล้วลงแล้วก็ตายไปเลย แต่มีขึ้นมีลงเป็นวงจร เดี๋ยวนี้เราคุ้นวงจรเศรษฐกิจมีขาขึ้นขาลง ความจริงวงจรชีวิตก็เช่นกัน สุขบ้างทุกข์บ้าง วงจรของเงินในกระเป๋าก็มีเหมือนกัน มากบ้างน้อยบ้าง บางทีออมไว้เหลือเยอะ บางทีก็เป็นหนี้สิน บทเรียนตรงนี้คือ ถ้าเป็นขาขึ้นต้องไม่ประมาณ ถ้าเป็นขาลงต้องรีบยับยั้ง ไม่อย่างนั้นจะลงไปสู่จุดวิกฤต ถ้าเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดขาลงนำเอาเหตุปัจจัยที่คุมได้และคุมไม่ได้มา พิจารณา หรือขาขึ้นเหตุปัจจัยใดทำให้ขาขึ้น เช่น คณะนี้ในช่วง 4-5 ปีมานี้ คณะนี้พุ่งสุดขีด มีผลงานวิจัยออกมามากมาย อะไรเป็นเหตุปัจจัย หรือคณะนี้ พอเปลี่ยนคณะบดีได้ 3 ปี แล้วขาลงเป็นเหตุปัจจัยจากท่านคฯบดีหรือไม่ ในบริษัทก็เหมือนกัน พอเปลี่ยนนโยบายบริษัทแล้วบางทีขาดทุน เปลี่ยนนโยบายบริษัทเปลี่ยนผู้นำประสบความสำเร็จเป็นขาขึ้น เพราะฉะนั้นขาขึ้นขาลงต้องมีสติ การทำงานตามแผนต้องมีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็ง (SWOT analysis) อยู่ตลอดเวลา เพราะเราควรเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงวงจรมีขาขึ้นขาลง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็ว รุนแรงและกว้างขวางได้ เช่นการเกิดโรคไข้หวัดนกที่ประเทศจีนตอนใต้ อยู่ ๆ คนขับรถแท็กซี่ที่สนามบินดอนเมืองรายได้ลดลงไปครึ่งหนึ่งทันทีภายในไม่กี่ วัน ทั้ง ๆ ที่โรคไข้หวัดนกยังไม่มาเที่ยวเอเชีย ตอนที่เกิดเหตุการณ์ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน รายได้ของโรงแรมในปักกิ่งลดอย่างมาก ไม่มีใครไปเที่ยวเลย ต้องใช้เวลาหลายปีกว่ากลับสู่สภาพปกติ เวลาลงแล้วเวลาขึ้นไปมีเวลาอยู่ มีเวลาที่จะก่อให้เกิด ต้องระวังไม่ให้เกิดความรุนแรงและรวดเร็ว ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงเตือนเสมอ เรื่องผลกระทบการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีสี่ด้าน คือ ด้านวัตถุ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านวัฒนธรรม ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมีทั้งสี่ด้าน ทรงเตือนให้สร้างภูมิคุ้มกันในตัว ที่ดีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นถ้าเรานำปรัชญานี้ไปใช้กับคณะสัตวแพทย์ อันแรกสุดต้องถามก่อนนำไปใช้ว่า ภูมิคุ้มกันในตัวเองของสัตวแพทย์ด้านวัตถุเป็นอย่างไรคือด้านการเงิน งบประมาณของคณะเป็นอย่างไร ใช้เกินตัวหรือไม่ ใช้อย่างไร รายได้มี รายรับรายจ่ายเป็นยังไง อีกด้าน คือ ด้านสังคม ภูมิคุ้มกันในตัวด้านสังคม ภูมิคุ้มกันในตัวด้านสังคมของคณะเราเป็นอย่างไร คณะของเราสามัคคีกันดีหรือไม่ ถ้าสามัคคีกันดีภูมิคุ้มกันดีก็เข้มแข็ง ถ้าหากว่าอ่อนแออยู่แล้ว เกิดการเปลี่ยนแปลงทันทีจะเกิดปัญหา ทางด้านสิ่งแวดล้อมก็เหมือนกัน คณะเราสิ่งแวดล้อมเป็นยังไงบ้าง คนในคณะรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาความสะอาด มีระเบียบวินัย หรือว่าคนในคณะทำอะไรตามใจ รักษาตัวเองมากกว่ารักษาส่วนรวม สิ่งแวดล้อมก็แย่ วัฒนธรรมในคณะเราเป็นอย่างไรบ้าง เป็นวัฒนธรรมของความซื่อสัตย์สุจริต เป็นวัฒนธรรมของคุณธรรมความเป็นไทย แต่ถ้าหากวัฒนธรรมในคณะเป็นตรงกันข้าม ถือว่าภูมิคุ้มกันในคณะนี้อ่อนแอด้านวัฒนธรรมในชุมชนก็เหมือนกัน ถ้าใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้าน ผู้นำหมู่บ้านต้องถามเป็นอันดับแรกว่า ภูมิคุ้มกันด้านวัตถุในหมู่บ้านเป็นอย่างไร หมู่บ้านมีหนี้สิน ทางสังคมมีอบายมุขทั้งยาบ้า ทั้งโรคเอดส์ สิ่งแวดล้อมของหมู่บ้านมีน้ำเน่า อากาศเป็นพิษ ทางวัฒนธรรมมีภูมิคุ้มกันอ่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า ถ้าสร้างความเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงต้องสร้างภูมิคุ้มกันในตัว ที่ดี เพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง และผลกระทบทั้งสี่ด้าน พระองค์ทรงเตือนคนไทยไว้ว่า ขอให้นึกถึงการสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ต้องปรับพื้นฐานจิตใจของคนให้มีสำนึกในคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริต คำว่าคุณธรรมคือหลักความดีความงามของจิตใจ และการกระทำที่ดี มาจากประเพณีวัฒนธรรมของสังคมนั้นเป็นผู้กำหนด เพราะฉะนั้น คุณธรรมคือหลักความดี ความงาม ความจริงที่ใจยึดถือศีลธรรมเป็นหลักคิด และข้อปฏิบัติทางศาสนา คำว่าจริยธรรมนี้เป็นสิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นมาเป็นข้อ พึงปฏิบัติเป็นจริยธรรมทั่วไป ส่วนจริยธรรมอีกชนิดหนึ่งเป็นของวิชาชีพ เช่น จริยธรรมของสัตวแพทย์ซึ่งวิชาชีพตกลงกัน คุณธรรมอันนี้ คือหลักความดี ความงาม ความจริงที่ใจยึดถือ คุณธรรมพื้นฐานเป็นหลักศีลธรรมสากล เป็นหลักที่ทุกศาสนา สอนให้ยึดถือความจริงความซื่อสัตย์ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เรื่องความซื่อสัตย์สุจริตสำคัญต่อคนไทยใน พ.ศ.นี้ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นของสำคัญ การให้ความรักความเมตตาแก่กันและกัน กฎของความเปลี่ยนแปลงมีสามข้อ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความมิใช่ตัวตน มองทุกสถานการณ์ในทางที่ดี พระพุทธเจ้าสอนไว้ให้ใช้หลักอริยสัจสี่ ความเป็นทุกข์ และความเป็นอนัตตา กฎของความเป็นเหตุเป็นผล คือ ปฏิจจสมุปบาท หรือ อิตท ปัญจจญตา ปฏิจจสมุปบาท เป็นห่วงโซ่ของเหตุปัจจัยหนึ่งทำให้เกิดผล ผลที่กลายเป็นเหตุปัจจัยที่สอง ทำให้เกิดผลที่สอง ผลที่สองเป็นเหตุปัจจัยที่สาม การเปลี่ยนแปลงผลกระทบซึ่งกันและกัน เป็นปฏิจจสมุปบาทเป็นโซ่ของปัจจัยที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงซึ่งกันและกัน อันนี้ถ้ามองให้ทะลุที่ห่วงโซ่ ห่วงโซ่ไหน คือห่วงโซ่สำคัญ สำคัญมากไปสำคัญน้อย กฎที่สามเป็นกฎของความเป็นเหตุเป็นผลก็คืออริยสัจสี่นั่นเอง มีปัญหาต้องวิเคราะห์เหมือนการวินิจฉัยโรค ถ้าวินิจฉัยโรคผิดการรักษาโรคก็ผิด มรรคคือวิธีการรักษาโรค ขอฝากกฎแห่งกรรม การกระทำทางกาย วาจา ใจ ย่อมให้ผล ผู้ปฏิบัติย่อมได้รับผลของการปฏิบัตินั้น สองเรื่องคุณธรรม ความสุขความทุกข์ ความสุขคืออะไร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานไว้ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ทรงเน้นย้ำคำว่า พอ ต้องสร้างความพอที่สมเหตุสมผลให้กับตัวเองให้ได้ แล้วจะพบกับความสุข ความสุขคืออะไร ทางพระแบ่งความสุขคืออะไร ทางพระแบ่งความสุขเป็นสองทางคือ สามิสสุขคือความสุขที่ต้องใช้อามิส อามิสคือความสุขที่อาศัยวัตถุภายนอกมาตอบสนองความต้องการของตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้นจึงแสวงหาไม่รู้จบ ผูกพัน กลัวสูญหาย กลัวสูญเสีย ที่สำคัญที่สุดคืออำนาจ ความสุขที่ต้องอาศัยอำนาจ หากยึดติดนานทำความเสียหายมาก อีกทางหนึ่งคือ มิรามิสสุข เป็นความสุขภายในเกิดจากใจที่สงบ สะอาด สว่าง ปรับพื้นฐาน หรือฝึกใจจนกระทั่งสามารถมีความสุขได้โดยไม่ต้องเป็นเจ้าของ ความขัดแย้งในสังคมจะลดลงไปมาก ความสุขภายใน เช่นเห็นที่ดินเกาะช้างสวยงาม แล้วมีความสุขกลับบ้านนอนหลับ ไม่ต้องเป็นเจ้าของที่ดินบนเกาะช้าง ไม่ต้องดิ้นรน คนรวยปัจจุบันชอบพาลูกไปศูนย์การค้า ซื้อของแทนที่จะพาลูกไปเที่ยวธรรมชาติ แล้วชี้ให้ลูกดูความงาม แล้วบอกลูกว่า อย่าคิดเอามาเป็นของเรา บนต้นไม้มีดอกไม้อย่าเด็ดเป็นของส่วนรวม พาลูกไปวัดไปไหว้พระ ฝึกจิตให้สงบควบคุมอารมณ์ความอยาก มีเหตุผล พ่อและแม่ทั้งหลายต้องฝึกด้วย เราจะให้ลูกเราขนาดไหนเป็นอย่างไรอยู่ที่เรา ควรคำนึงความพอ มีผู้เข้าใจผิดคิดว่าสันโดษ สันโดษไม่ได้บอกว่าต้องไปอยู่ในถ้ำคนเดียวเป็นฤษี ซึ่งไม่ใช่สันโดษ ความ ทุกข์คือความไม่รู้จักสันโดษ สันโดษคือความพอใจวงจรของงาน หากไม่ได้ตามเป้า หมายแก้ไขให้ดีขึ้น เรื่องของไคเซนที่ญี่ปุ่นหมายถึงเป้าหมาย สันโดษ คือ พอใจในสิ่งที่ได้ สิ่งที่มี ที่เป็น คราวหน้าเอาใหม่แต่ต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม ผิดกฎเกณฑ์สังคม ไม่ใช่ว่าคราวหน้าเอาใหม่ โดยการอิจฉากัน ทำอย่างไรให้มีความสุขในความพอเอาสองอย่างมารวมกัน ไม่ได้ปฏิเสธวัตถุภายนอก ความสุขตามควรแก่ความสามารถตามความแก่การกระทำแก่ฐานะและจริยธรรม การสอนให้สมาชิกทุกคนในสังคมว่าเราสามารถหาความสุขในความพอโดยมีกฎเกณฑ์ เหล่านี้อยู่ ไม่โลภมาก ไม่เบียดเบียน ขออันเชิญพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังนี้ “คนเราถ้าพอใจในความต้องการก็มีความโลภน้อย เมื่อความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง แปลว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุขพอเพียง อาจจะมีทรัพย์มาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณตามอัตภาพ มีของหรูหราก็ได้ รวยก็ได้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้บอกให้คนห้ามรวย รวยไปเถอะ รวยกันมาก ๆ แต่ต้องไม่เบียดเบียนคนอื่นพอประมาณตามอัตภาพ พูดจาก็พอเพียงทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติตนก็พอเพียง” คนไปเข้าใจผิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่าเป็นการต่อต้านโลกาภิวัตน์ (Anti-trade, anti-globalization) แต่ความจริงไม่เข้าใจปรัชญามากกว่า นอกจากนี้การพูดและความคิดก็ต้องพอเพียงด้วย ไม่ใช่เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเดียว ความคิดประเภทต่าง ๆ ถ้าไม่โลภมากไม่เบียดเบียนคนอื่นมาก ถ้าโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ความพอเพียงในความคิด คือ การแสดงความคิดเห็นของตัวเอง และปล่อยให้อีกคนพูดบ้าง นำมาพิจารณาว่าที่เขาพูดกับเราหูดอันไหนพอเพียง อันไหนเหมาะสม ถ้าไม่เข้าเรื่องก็แก้ไขเพราะว่าถ้าพูดกับที่เราพูดอันไหนพอเพียง อันไหนเหมาะสม ถ้าไม่เข้าเรื่องก็แก้ไข เพราะว่าถ้าพูดกันโดยไม่รู้เรื่องก็จะกลายเป็นทะเลาะกัน มีความพอประมาณ เศรษฐกิจพอเพียง หมายความว่าประหยัด แต่ไม่ใช่ขี้เหนียว เพราะคนจะเริ่มเข้าใจผิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างนี้ทำให้ประหยัดแต่ ไม่ใช่ขี้เหนียว ทำอะไรด้วยความพอเหมาะกัน ด้วยเหตุและผลเป็นเศรษฐกิจพอเพียง แล้วทุกคนจะมีความสุข ทรงรับสั่งอีกครั้งว่า แล้วทุกคนจะมีความสุข ถ้านำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้ไปใช้ ทุกคนจะมีความสุขแต่ไม่ใช่ตระหนี่ขี้เหนียว แต่ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยให้เป็นทางสายกลาง จากพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ในวันที่ 4 ธันวาคม 2540 “ การกู้เงินที่นำมาใช้ในสิ่งที่ไม่ทำรายได้นั้นไม่ดี เป็นข้อสำคัญว่าถ้ากู้เงินแล้วทำให้มีรายได้ ก็เท่ากับจะใช้หนี้ได้ ไม่ต้องติดหนี้ ไม่ต้องเดือกร้อน ไม่ต้องเสียเกียรติ การกู้ทุกประเภท ก คือ กู้ลงทุน มีรายได้ใช้หนี้ อันนี้ท่านว่าดี การกู้ประเภท ข คือ กู้มาซื้อของไม่จำเป็น หนี้เพิ่ม และคนเป็นหนี้ขาดความมั่นใจ ไม่ดี” เมื่อสองสามเดือนนี้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปจังหวัดอ่างทอง และช่วยสอนชาวนาให้ดูแลเรื่องเครื่องจักรกลการเกษตรด้วย พระองค์ท่านรับสั่งว่าเดี๋ยวนี้ชาวนาชาวไร่ใช้วัวควายไถนาน้อยมากกว่าใช้ เครื่องจักรกล แต่ไม่รู้จักการใช้เครื่องจักรกล ไม่รู้จักดูแล ให้ผู้ที่เรียนช่างและครูช่างไปสอนทีละตำบล และไปที่จังหวัดอ่างทอง ข้าราชการมาต้อนรับพวกเรากัน และผู้ว่าราชการจังหวัดบอกว่าเดี๋ยวนี้ในหมู่บ้านไม่ปลูกผักกินกันแล้ว ตอนบ่ายแม่บ้านเอาเงินไปซื้อ มีรถเร่เข้ามาในหมู่บ้านมาขายผัก เดิมชาวบ้านพึ่งตัวเองได้เดี๋ยวนี้ซื้อทุกอย่าง ใช้เงินหมดก็ไปกู้เค้ามา เพื่อซื้อผักซื้อปลาซื้อหวยซื้อมือถือ ซื้อทั้งนั้นเดี๋ยวนี้ ในช่วงสี่ห้าปีหลังนี้ ประเทศไทย การใช้จ่ายโดยประหยัดนั้นจะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัด เองและครอบครัว ช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้จะเป็นผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ประหยัดเท่านั้น ยังจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย ประเทศที่เจริญได้ต้องมีเงินลงทุนทางเศรษฐกิจแล้วการลงทุนทางเศรษฐกิจก็มี สองทาง คือ กู้จากข้างนอกเข้ามาหรือให้คนนอกมาลงทุน หรือประชาชนเรามีเงินออมเราลงทุนเอง ถ้าเรามีเงินทุนเราออมกันเองลงทุนธุรกิจก็เป็นของคนไทย แต่ถ้าเราพึ่งเงินทุนภายนอก แล้วไม่ออมในประเทศ ประเทศนั้นก็จะเป็นเจ้าของกิจการได้น้อยมาก ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์จากการประหยัดนี้ให้มาก ประหยัดควบคู่ไปกับการพออยู่พอกิน พอใช้ จึงใช้ได้ทุกยุคทุกสมัยและเป็นไปตามแนวทางปฏิบัติตน ตามเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง

เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2542 ตอนนั้นสภาพัฒน์ฯ กำลังเตรียมทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 9 แผนเก้าคือในช่วง พ.ศ.2545-2549 แผนสิบคือ พ.ศ.2550-2554 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 วันนี้ปีงบประมาณของแผนสิบเริ่มมาได้ 1 เดือนพอดี คือเริ่มตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2549 เรากำลังอยู่ในแผนสิบ แต่แผนสิบยังไม่นำมาใช้ เนื่องจากสามสี่ปีที่แล้วมีผู้ใหญ่ในรัฐบาลบอกว่าไม่ต้องทำแผนระยะเวลาห้าปี ให้ใช้เงินตามที่อยากใช้เงินซึ่งเป็นภาษีของพวกเรานั่นเอง พอดีมีการเปลี่ยนแปลง ขณะนี้อยู่ในระหว่างการทำแผนสิบแต่ทำไม่ทัน เพราะ 1 ตุลาคม 2549 เริ่มแผนสิบแล้ว แผนพัฒนาของประเทศมีความสำคัญ เงินทุกบาททุกสตางค์ควรมาช่วยกัน คิดว่าห้าปีข้างหน้าเราจะพัฒนาประเทศไปทางไหน และในแผนเก้าของสภาพัฒน์ฯ ได้ขอพระราชทานเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักของแผนเก้า ด้วย คือ แผนของการพัฒนาประเทศเมื่อห้าปีที่ผ่านมา ไม่ได้ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาทุนนิยม บริโภคนิยม วัตถุนิยม เป็นปรัชญาของประชานิยมมีแล้ว และไม่สำเร็จ ประชานิยมคืออะไร คือ นโยบายที่รัฐพยายามมอบสิ่งที่ฟรีต่าง ๆ แกแประชาชนให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดความนิยม ไม่เคยมีระบบประชาชนนิยมที่ไหนพอจ่าย ไม่พอทำอย่างไรไปขึ้นภาษีที่คนส่วนใหญ่ ต่อไปก็ไปใช้ทุนสำรองของประเทศเพื่อลดขาดดุล สุดท้ายคือความล้มเหลวและกว่าจะฟื้นก็ยากมากเพราะประชาชนเริ่มติดระบบประชา นิยม สุดท้ายทุกคนไม่ยอมทำงาน มีแต่จะกู้เงินและเป็นหนี้เท่านั้นเอง ตรงกันข้ามกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสอนอะไรบ้างสิ่งที่พระองค์ท่านได้ทอดพระเนตร และพระราชทานมาแล้ว จะตรงกันข้ามรัฐบาลได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ข้าราชการกระทรวงต่าง ๆ ทำตามนโยบายของรัฐบาล อะไรคือเป้าหมายของปรัชญานี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานมาทำไม ประโยคแรกที่พระองค์ท่านพระราชทาน คือ “เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนใน ทุกระดับ” ตกลงเป็นปรัชญาซึ่งเป็นหลักคิดถึงการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชน ทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ ในระดับครอบครัวสมาชิกทุกคนนำเอาไปใช้ได้ การพัฒนาและการบริหารระดับประเทศ โดยให้ดำเนินไปทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ทางสายกลาง ไม่ให้สุดโต่ง ตกลงเป้าประสงค์อยู่ตรงนี้เป็นแนวทางการปฏิบัติตนของประชาชนทุกระดับ ยึดทางสายกลาง ทำอะไรให้มีสติ เตือนตนเองว่า เรากำลังมากเกินไปหรือน้อยเกินไปหรือไม่ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ วิชาสัตวแพทย์ของเราก้าวทันประเทศอื่นที่เป็นอันดับหนึ่งหรือไม่ ต้องถามด้วยว่า ถ้าเราตั้งบริษัทค้าขายทำฟาร์มวัว จะก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์หรือไม่ อันที่สอง ความพอเพียงคืออะไร “ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ (moderation) ความมีเหตุผล (reasonableness) ความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัว (self-lmmunity) ที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากกการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน” นายโคฟี่ อันนัน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้มาเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อทูลเกล้าถวายเหรียญ Life Time Achievement Award และในคำประกาศราชสดุดีกล่าวว่า พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตลอด 60 ปี รวมอยู่คำเดียวคือคำว่า การพัฒนาคน ทุกพระราชดำริ เพื่อการพัฒนาคนไทย ดังพระปฐมบรมราชโองการวันที่ทรงขึ้นครองราชย์ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งประชาชนชาวสยาม” ประโยคนี้เป้าหมายกับวิธีไปสู่เป้าหมาย เป้าหมายคืออะไร ประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวไทยสมัยนั้นเรียกชื่อว่าประเทศสยาม ประโยชน์สุข คือ ครองแผ่นดินโดยธรรมะ ซึ่งผมมีความซาบซึ้งมากประโยคนี้ สหประชาชาติมองปรัชญานี้ คือ เครื่องมือในการรับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์องค์การสหประชาชาติด้านการพัฒนา ประเทศและพัฒนาคน ได้ทำรายงานของประเทศไทยใน ค.ศ.2007 พิมพ์ภาษาอังกฤษมี 4 บท ด้วยกัน ในนั้นได้กล่าวถึงเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับการรับมือกับโลกาภิวัต น์ เผยแพร่ประเทศต่าง ๆ 135 ประเทศ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ใช้ภาษาอังกฤษว่า Suffiency Economy Philosophy โดยมีตัวอักษรย่อว่า SEP มีผลกระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งภายนอกและภายใน การตัดสินใจจะสร้างนโยบายหรือสร้างแนวทางการปฏิบัติ หนึ่งต้องคิดถึงความพอประมาณ สองมีเหตุผลหรือไม่ที่นโยบายนี้ออกมา มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ภูมิคุ้มกันที่ดี กับภูมิคุ้มกันบกพร่อง ภูมิคุ้มกันบกพร่องทางวัตถุ (Materialistic deficiency) ภูมิคุ้มกันทางสิ่งแวดล้อม (Social deficiency) และภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรม (Cultural deficiency) เป็นการกรองที่รอบคอบมาก คำว่าพอประมาณมีความหมายมากมายพอดี พอเหมาะกับความจำเป็น พอควรแก่อัตภาพ ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกินไป ท่านพุทธทาสอธิบายคำว่า มัชเฌนธรรมหรือมัชเฌนปฏิปทา คือ มีเหตุผลตามความจำเป็น รวมทั้งประเพณีวัฒนธรรม ตามหลักกฎหมายมีเหตุผลตามเกณฑ์สังคม การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดผลกระทบทางด้านต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องหาจุดอ่อนหรือจุดแข็ง ถ้าเป็นจุดอ่อนต้องรีบฉีดวัคซีนให้ภูมิคุ้มกันทั้ง 4 ด้านนี้ บางหมู่บ้านนำ เอาทั้ง 4 ด้านนี้เข้าไปที่หมู่บ้าน ทำให้ปฏิเสธเงินกู้ ประหยัดอดออมมีกินมีใช้และมีความสุขด้วย กู้ยืมแล้วก็มีความทุกข์ สังคมเหนียวแน่นทั้งครอบครัว ทั้งชุมชนช่วยกันดี ทุกคนเปิดเผยโปร่งใสมีศีลธรรม มีคุณธรรมด้านสิ่งแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน ความรู้ด้านวิชาการสิ่งแวดล้อมสร้างจิตสำนึกธรรมชาติได้รับการพิทักษ์ การพัฒนาที่ยั่งยืน ทางด้านวัฒนธรรมคนไทยทำอย่างไรให้มีศรัทธาที่มั่นคงในวัฒนธรรมไทย เข้าใจและเป็นมิตรกับวัฒนธรรมอื่นเพื่อความเป็นไทยที่ยั่งยืนอยู่ในสังคม หลากหลายวัฒนธรรมได้อย่างกัลยาณมิตรความพอเพียงคืออะไร การนำเอาปรัชญานี้ไปใช้ต้องสร้างเงื่อนไขสามเงื่อนไข สมมุติว่าอยากจะเอามาใช้ที่หมู่บ้านมีเงื่อนไข “จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบและระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและดำเนินการทุกขั้นตอน” ต้องเอาหลักวิชามาใช้ในการวางแผนดำเนินการทุกขั้นตอน สัตวแพทย์ตัวอย่างทั้งสามท่านที่ทำงานและได้รับการยกย่องวันนี้ ท่านเน้นตรงการเอาหลักวิชามาทำงานของท่านจึงประสบความสำเร็จ สองคือมีคุณธรรม เสริมสร้างพื้นบานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ และนักธุรกิจทุกระดับให้สำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ถ้าหลักวิชาดี มีคุณธรรมยังไม่พอ หลักวิชาดี มีคุณธรรม แต่ขี้เกียจก็ไม่สำเร็จ การดำเนินชีวิตให้รอบรู้เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน มีความเพียร มีสติปัญญาและความรอบคอบ ต้องอดทนและต้องมีความเพียร ถ้าเอาปรัชญานี้ไปใช้ในบริษัท ในชีวิต ในครอบครัวต้องมีสามเงื่อนไขคือ เงื่อนไขคุณธรรม เงื่อนไขหลักวิชาความรู้ ต้องเอาหลักวิชาความรู้ไปใช้ในการตัดสินใจ เงื่อนไขการดำเนินชีวิตต้องอดทน มีความเพียร การสร้างคุณธรรมในบ้าน ในโรงเรียน ศาสนาต้องสร้างคน สร้างการฝึกจิตตนเอง เพื่อการนำเอาวิชาความรู้มาใช้ นำหลักวิชาการเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ในการวางแผนและปฏิบัติ อันนี้ท่านเตือนไว้ การดำเนินชีวิต อดทน มีความเพียร มีสติ ใช้ปัญญา ความรอบคอบสุดท้ายผลที่คาดว่าจะได้รับ ถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะได้อะไร จะเกิดสมดุลชีวิต ชีวิตจะสมดุล ครอบครัวสมดุล บริษัทสมดุล เกิดสมดุลและยังไม่พอ ควรพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี

การนำปรัชญานี้มาใช้จะเกิดประโยชน์สามข้อ ข้อหนึ่งชีวิตและกิจการจะมีความสมดุลทั้งในยามปกติและยามวิกฤต ยามวิกฤตมีภูมิคุ้มกันที่ดีไม่บกพร่อง อันที่สองมีภูมิคุ้มกันเข้มแข็งพร้อมรับผลกระทบทั้ง 4 ด้าน อันที่สามชีวิตและกิจการจะรุดหน้าไปอย่างดี ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทางสายกลาง ความเพียงพอ คือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีทั้ง 4 ด้าน เมื่อสิบปีก่อน สภานักวิชาการของสถาบันราชภัฏได้ตั้งคำถามว่า การที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงงานและพระราชทานกระแสพระราชดำรัสนั้น จะสรุปให้เป็นระบบเพื่อนำเอามาใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง ข้อแรกคือพระองค์ท่านเตือนนักพัฒนาชนบท ทำอะไรให้ระเบิดจากข้างใน อย่าเอาความเจริญไปพอกแล้วก็เดินออกมา ต้องไปทำชาวบ้านเจริญพัฒนา และระเบิดจากภายในให้แก่ชาวบ้านเก่งเป็นผู้เชี่ยวชาญแทนเรา ไม่ใช่เอาผู้เชี่ยวชาญไปอยู่กับเค้าสามเดือนแล้วก็เดินออกมา ชาวบ้านยังเหมือนเดิม ข้อสองปลูกจิตสำนึกของคนที่จะไปพัฒนา ว่าการไปช่วยเพื่อให้ชาวบ้านช่วยตัวเอง ไม่ใช่เราไปช่วยแล้วก็จบ ข้อที่สามเน้นพึ่งตนเองได้ ข้อที่สี่คำนึงถึงภูมิสังคมด้วย โครงการที่ทำสำเร็จเพราะภูมิศาสตร์และสังคมศาสตร์ของทั้งสองแห่งไม่เหมือน กัน ชุมชนแต่ละชุมชนมีประเพณีวัฒนธรรมไม่เหมือนกันเลย ทำตามลำดับขั้นอย่าข้ามขั้น การทำโครงการเกษตรโรงเรียน ควรมีครัวโรงเรียนเพื่อให้ชาวบ้านได้อิ่มท้องแล้ว จึงจะเรียนคณิตศาสตร์ ภาษอังกฤษ ภาษาไทยได้ อย่าข้ามขั้นการพัฒนา ผมขึ้นดอยไปที่ปางอุ๋ง ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เจ้าหน้าที่เล่าว่า ทางกระทรวงฯ ส่งคอมพิวเตอร์มาให้แต่ไฟไม่มี เขาเอาพลาสติกคลุมคอมพิวเตอร์ไว้เพราะฝนตก กลัวคอมพิวเตอร์โดนฝน ควรทำอย่างไรดี บอกให้ส่งคืนไปดีกว่าแต่เขาคงไม่กล้าส่งคืน เป็นการข้ามขั้นเหมือนกับว่าทุกโรงเรียนในประเทศไทยมีขีดการพัฒนาเท่ากัน ซื้อคอมพิวเตอร์แจกทุโรงเรียน ควรคำนึงถึงภูมิสังคมของโรงเรียนซึ่งไม่เหมือนกัน ประหยัดเรียบง่าย ประโยชน์สูงสุด อันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านทรงรับสั่งบ่อยมาก จะทำอะไรให้คิดถึงการประหยัด อันที่สอง ทำอะไรขอให้เรียบง่าย อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก บริการที่จุดเดียว แก้ปัญหาจากจุดเล็ก ส่วนมากพระองค์ท่าจะมองภาพรวมก่อน แล้วจึงมองไปที่ปัญหาหลัก แก้ตรงจุดนั้นก่อน ไม่ใช่แก้ทั้งหมดซึ่งแก้ไม่ได้ ไม่ติดตำราต้องอ่านหลาย ๆ เล่ม แล้วควรถามชาวบ้านด้วยว่าเขาคิดอย่างไร จะฝายตรงนี้เป็นอย่างไรและตรงไหนดี ชาวบ้านบอกได้ส่วนหนึ่ง ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ ที่พระองค์ท่านสร้างป่าที่ดอยสะเก็ด ศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ เป็นการสร้างความชื้นให้กับภูเขาหัวโล้นแล้วให้ต้นไม้ขึ้นเอง ป่าก็ขึ้นเองเช่นกัน ไม่ต้องไปปลูกต้นไม้ สามารถสร้างป่าโดยไม่ต้องปลูกต้นไม้ก็ได้ ให้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ การมีส่วนร่วมของชาวบ้านสำคัญมาก รู้รักสามัคคี ผมติดตามเสด็จสมเด็จพระเทพฯ ไปที่หน่วยทหารหน่วยหนึ่งใช้คำว่า รู้รักสามัคคี หมายถึง เวลาทำงานเอาไปใช้เป็นคาถาเวลาทำงานร่วมกับผู้อื่น ข้อแรกต้องมีความรู้จริงในงานอันนั้นก่อน ข้อที่สองเมื่อรู้จริงแล้วสร้างฉันทะคือความรักที่จะปฏิบัติงานอันนั้น ความ รักในงานอยากเห็นงานนั้นสำเร็จ สอนครบชั่วโมงแล้วนิสิตเข้าใจ และข้อที่สามเมื่อจะลงมือทำต้องสามัคคีร่วมมือกับหลาย ๆ ฝ่าย อย่าตีกันเช่น เป็นวิชาของฉันใครอย่ามายุ่ง ควรช่วยกันติดตามงานถึงจะสำเร็จ และข้อสุดท้ายมุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่

หลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นศูนย์กลางของการ พัฒนารู้รักสามัคคี มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่ ขออนุญาตจบแต่เพียงเท่านี้ กล่าวโดยสรุปปรัชญานี้พระองค์ท่านพระราชทานให้เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำหรับ คิด สำหรับปฏิบัติเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง พระองค์ท่านไม่ได้สอนให้เราหนีการเปลี่ยนแปลง ให้เราสู้และต้องก้าวทันโลกและโลกาภิวัตน์ด้วย โลกไปถึงไหนแล้วเราต้องตามให้ทัน การทำวิจัยเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cells research) เราก็ต้องทราบด้วย ส่วนวิธีคิดเพื่อไม่ให้ประมาทคำว่าพอเพียงเป็นสูตร คิดรอบคอบเรื่องความพอเพียง ใครจะนำไปใช้ได้สำเร็จจะต้องมี 3 เงื่อนไข หนึ่งเงื่อนไขวิชาการ ในกระแสพระราชดำรัสจะมีคำว่าหลักวิชาทุกครั้ง สองมีเงื่อนไขคุณธรรม โดยเฉพาะปรับพื้นฐานทางจิตใจของคนในชาติ ซื่อสัตย์สุจริตเป็นตัวนำ สามเงื่อนไขการสร้างนิสัยในการทำงาน การดำเนินชีวิต อดทน มีความเพียรใช้สติปัญญา และความรอบคอบ ยากปกติเราจะหาสมดุลชีวิตได้ง่ายขึ้นจะมีความสุข ถ้าสามารถจัดวิธีคิด วิธีปฏิบัติของเราได้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่าเราทุกคนจะมีความสุข เพราะไม่เบียดเบียนกัน แล้วทุกคนก็จะได้ในสิ่งที่ทุกคนควรจะได้ แล้วก็รู้สึกพอในสิ่งที่ตัวเองมี ส่วนใครทำดีแล้วก็ให้ทำดีต่อไป ใน พ.ศ.2550 พระองค์ท่านทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา เราควรถวายความจงรักภักดีที่พระองค์ท่านจะพอพระราชหฤทัยมากที่สุดคือสอนอะไร แล้วเรารับเอาไปปฏิบัติเหมือนพ่อแม่สอนลูกนั่นเอง สอนแล้วไม่ปฏิบัติสักที พ่อแม่ก็คงจะอึดอัด แต่ถ้าสอนแล้วเอาไปปฏิบัติได้ผลดีแก่ลูก พ่อแม่ก็มีความสุข พระองค์ท่านทรงเป็นพ่อของประชาชนชาวไทยทุกคน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี้เกือบทุกปีในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระองค์จะทรงชี้ ชวนว่า “เอาไปใช้สิ ดีนะ” ช่วงปีหลัง ๆ นี้ จะทรงชี้แนะทั้งวิธีคิด วิธีพูดให้พอเพียง จะได้ไม่ทะเลาะกัน วันนี้ที่ผมตั้งใจจริงและอยากให้เราร่วมมือกันลองนำไปคิด ดูและนำไปปฏิบัติ ถ้าท่านเห็นว่าดีให้นำไปเผยแพร่ ในชั้นเรียนของท่านนำไปเผยแพร่กับนิสิต นักศึกษาจะได้ประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบทั้ง 4 ด้าน จากโลกสมัยใหม่ นิสิตนักศึกษาจะกระทบมากกว่าผู้ใหญ่เช่นเรา ภูมิคุ้มกันของผู้ใหญ่แข็งแรงแล้วกระทบยากกว่า แต่ถ้ากระทบก็เปราะและแตกหักได้ ขอฝากไว้เชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ดีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทั่วโลกกำลังนำไป ใช้อยู่ กราบเรียนทุกท่านว่าไม่ใช่สิ่งที่ล้าสมัยไม่ใช่ของโบราณ เป็นสิ่งที่ทันสมัยมากและต่างประเทศกำลังสนใจที่จะศึกษาและนำเอาไปใช้ ขอขอบ คุณ

 

_____________________________

ที่มา : เอกสาร ส.ค.ส. 2550 จากสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ เรียบเรียงโดย...รศ.สัตวแพทย์หญิง ดร.อัจฉริยา ไศละสูต อุปนายกสัตวแพทยสมาคมฯ นางสาวมุกดาศจี มหากนก นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และนางสาวณัฐลิน วิรานุวัตร นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ


|หน้าแรก| แผนผังเว็บ| ข้อมูลองค์กร| การบริการ| องค์ความรู้| พัฒนาองค์กร| แผนงาน-วิจัย| บริหารจัดการ| พัสดุ-งบประมาณ| สถิติ-รายงาน| ติดต่อ| English|