เมนูย่อย

หน้าแรก องค์ความรู้ เตือนภัยโรคสัตว์ โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ

โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ

สวัสดีครับท่านสมาชิกและผู้อ่านวารสาร KUVA ทุกท่าน ในวันที่ 21 กรกฏาคม 2549 ทางสมาคมนิสิตเก่าคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ (KUVA) ได้จัดสัมมนาให้ความรู้และทักษะกับสัตวแพทย์เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงใน ปัจจุบัน ซึ่งครั้งนี้จะเป็นการสัมมนาในเรื่อง “โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ (Emerging & Re – emerging Zoonotic Disease)” จัดขึ้นที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งได้มีท่านวิทยากรผู้มีความเชี่ยวชาญใน สาขาต่างๆ มาเป็นผู้ให้ข้อมูลและความรู้อย่างละเอียด โดยสรุปในหัวข้อต่างๆ พอสังเขปได้ ดังนี้
1. Overview of emerging diseases, Hanta virus, and Leptospirosis โดย ศ.ดร.พิไลพันธ์ พุธวัฒนะ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
2. Proteomics and lmmunology Research โดย ศ.เกียรติคุณ สพ.ญ.ดร.วันเพ็ญ ชัยคำภา คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)
3. Severe Acute Respiratory Syndrome (SARS) and Avian lnfluenza (AI) โดย ศ.นพ.ยง ภู่วรรณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุลาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
4. Nipah virus โดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมจุฑา และ ดร.สุภาภรณ์ วัชระพฤษดี ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสต์ จุลาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่าโรคอุบัติคืออะไร
โรคอุบัติใหม่ คือ โรคติดเชื้อที่มีการเกิดขึ้นครั้งแรกในโลก หรือเป็นโรคเก่าที่มีอยู่แล้ว แต่มีการแพร่กระจายไปสู่ดินแดนใหม่
โรคอุบัติซ้ำ คือ โรคที่ปรากฏขึ้นมาใหม่ หลังจากที่ความชุกของโรคน้อยลงไปแล้ว หรือโรคที่มีอยู่แล้วและสามารถควบคุมด้วยยาปฏิชีวนะได้ แต่ต่อมามีการดื้อยาปฏิชีวนะ เช่น วัณโรค เป็นต้น

โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำในปัจจุบัน ที่ได้กล่าวถึงคือ
1. lnfluenza virus yype A (โรคไข้หวัดใหญ่ชนิด A)
2. HIV (โรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในคน)
3. Enterovirus 71
4. Nipah Nile virus
5. West Nile virus
6. SARS
7. โรคไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะไข้หวัดสูง (ไข้เลือดออก) HF
8. Prion (Proteinaceous infection particle)
9. โรคเลปโตสไปโรซีส

แต่ในงานสัมมนาครั้งนี้จะกล่าวถึงโรคที่กำลังเป็นที่น่าสนใจและกำลังสร้างปัญหาในปัจจุบันเป็นสำคัญ
ลักษณะของโรคอุบัติใหม่
- จะมีโฮสต์ธรรมชาติที่ค่อนข้างกว้าง : ส่วนใหญ่เป็นโรคสัตว์สู่คน ยกเว้นเชื้อ Enterovirus 71
- จะมีพาหะเป็นตัวแพร่โรค
- มีรหัสสายพันธุกรรม เป็น RNA ซึ่งมีลักษณะเป็นส่วนๆ (segment)

ปัจจัยทีโน้มนำให้โรคอุบัติใหม่เพิ่มมากขึ้น
1. เชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลงไปจนภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่สามารถควบคุมโรค ได้ เช่น โรคไข้หวัด ซึ่งมีหลายชนิด เช่น H1N1 H3N2 ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อหลบหลีกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
2. การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม รวมถึงสภาพอากาศและระบบนิเวศ เช่น การเพิ่มปริมาณของสัตว์ที่เป็นแหล่งรังของโรค (reservoirs) มากขึ้น จากการทำเกษตรกรรมแผนใหม่ เช่น โรค Argantine HF (ไข้เลือดออกในอาจ์เจนตินา) ซึ่งเกิดจากการขุดดิน เอาเชื้อจากใต้ดิน (รูหนู) ขึ้นมาด้านบน การทำขลประทาน เช่น ไสรัส Rifft Vally fever virus การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้โรคออกจากป่า (สัตว์พาหะ) หรือการที่นักท่องเที่ยวเข้าไปพักแรมในป่า หรือแม้แต่การเกิดปรากฏการณ์ Ei Nin Yo เช่น โรคไข้เลือดออก (Dengue HF) ซึ่งปรากฏการณ์ที่โลกร้อนขึ้น ทำให้เขตป่าอบอุ่นอากาศร้อนขึ้น พาหะของโรค คือ ยุง จะสามารถอาศัยได้นานขึ้น แพร่เชื้อโรคได้ง่ายขึ้น ทำให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น
3. เทคโนโลยีของอาหารและการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์เช่นการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ ในวัว (Bovine Spongiform Encephalitis : BSE) ในปี 1986 ซึ่งเกิดมาจากเชื้อที่อยู่ตัวไรของแกะ และมีการนำเครื่องในแกะมาเป็นอาหารให้วัวกิน โรค new variant Creutzfejdt – Jakob Diz (NVCJD) ซึ่งเดิมเป็นมากในผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันค่อยๆ พบในคนหนุ่มเพิ่มมากขึ้น โดยคนจะติดได้จากการกินเนื้อวัวสุกๆ ดิบๆ หรือแม้แต่การใช้เครื่องสำอาง รวมไปถึงโรค นิปปาร์ (Nipah virus) ในสุกร ซึ่งมีค้างคาวแม่ไก่เป็นพาหะ เพราะรูปแบบการทำฟาร์มของมาเลเซียเป็นฟาร์มที่เอื้ออำนวยให้ค้างคาวแม่ไก่ เข้าไปโรงเรือนเลี้ยงสุกรได้ง่าย
4. การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่นพฤติกรรมทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมทางเพศที่สำส่อน ไม่เลือกหน้า หรือแม้แต่การร่วมเพศระหว่างเพศเดียวกัน (rectal intercross)
5. การเดินทางท่องเที่ยวโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง การอพยพย้ายถิ่น ฐาน เคลื่อนย้ายของประชากรไปในพื้นที่ต่าง ๆ การขนส่งอาหาร หรือแม้แต่การอพยพย้ายถิ่นของนกและสัตว์อื่นๆ
6. การพัฒนาของเทคโนโลยีทางเวชศาสตร์ เช่น การพัฒนาในระบบการเพาะเลี้ยง เซลล์ (Primary cell culture system) เช่นโรค Marbung การใช้ยาที่มีผลออกฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายติดเชื้อและก่อให้เกิดโรคได้ง่ายขึ้น (lmmunosuppressive therapy) การปลูกถ่ายอวัยวะ (Organ transplantation) การถ่ายเลือด (Blood banking) หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ (Hospital acquired infection)
7. การย้อนกลับคืนของเชื้อไวรัสที่สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น โรค ฝีดาษ (small pox) รวมไปถึงเชื้ออื่นๆ ซึ่งอาจจะมีการนำมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพเพื่อการก่อการร้าย หรือการขุดหาทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี เช่น การขุดซากโบราณ (Archeology) การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในปี 1998

ส่วนโรคอุบัติใหม่หรือโรคอุบัติซ้ำที่น่าสนใจและมีการพูดถึงพอสังเขป ดังนี้

1. Human lmmunodeficiency virus (HIV)
เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องในคน สาเหตุของโรคเอดส์ (AIDS) ที่เป็นจุดเริ่มต้นของเชื้อ HIV มาจากลิงซิมแพนซี และ African green monkey โดยมีการรายงานครั้งแรกในปี 1981 ที่ลอสแองเจอลิส ประเทศอเมริกา ส่วนในประเทศไทยมีการรายงานในปี 1984

สาเหตุที่น่าจะทำให้เชื้อแพร่มาสู่คน
1. อาหารหรือผลไม้จากป่าที่มีการนำออกมาบริโภค
2. การนำลิงในตระกูลดังกล่าวมาเป็นสัตว์เลี้ยง
3. จากการนำลิงเป็นสัตว์ทดลอง
4. การกระทำที่ผิดพลาดจากแพทย์ (latrogenic)

สาเหตุที่ทำให้มีการระบาดของเชื้อ HIV ไปอย่างกว้างขวาง
1. การท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของนักท่องเที่ยว
2. การขนส่งสินค้าต่างๆ ไปยังพื้นที่อื่นๆ
3. การใช้ยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย
4. การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสม

2. Hanta virus สาเหตุของไข้เลือดออกในเกาหลี
จัดอยู่ใน F.Bunyaviridae ซึ่งมี 25 antigenicity ซึ่งมี Rodent เป็นแหล่งรังโรค พบแยกเชื้อได้ที่เกาหลีในปี 1978 ซึ่ง Hanta มาจากชื่อแม่น้ำที่เป็นแนวแบ่งเกาหลีเหนือ-ใต้ ซึ่งบางครั้งโรคนี้เรียกว่า Sin Nombre virus (ไม่มีชื่อ) มี Deer mouse เป็นแหล่งรังโรค ซึ่งรูปร่างของเชื้อเป็นแบบ Spherical ovoid รวมไปถึงเป็น segment

การติดเชื้อของโฮสต์ในธรรมชาติ
ไม่เกิดอาการในสัตว์ฟันแทะ (Rodent) ถ้าติดเชื้อในสัตว์อายุน้อย เชื้อจะซ่อนอยู่ในร่างกายได้นานเป็นเดือนจนถึงเป็นปี การติดต่อในสัตว์จะเป็นแบบแนวราบ (horizontal) ไม่มีพาหะ จากการต่อสู้หรือสัมผัสกันระหว่างสัตว์ด้วยกัน

การติดเชื้อในคน
จะติดเชื้อได้ทางอากาศ (aerosol) โดยเชื้อจะอยู่ทางใต้ดิน หรือถูกสัตว์ที่เป็นพาหะกัด การที่คนกินเนื้อหนูหรือการติดเชื้อเข้าตา มีระยะฟักตัวของเชื้อ 30-60 วัน ในต่างประเทศผู้ป่วยจะมีอาการค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะทางระบบทางเดินหายใจ แต่ในไทยจะแสดงอาการไม่รุนแรง อาชีพที่มีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายคือ เกษตรกรและทหาร

3. Severe Acute Respiratory Syndrome (SARS)
เป็นเชื้อไวรัสในกลุ่ม coronavirus เช่นเดียวกับไข้หวัด
จุดเริ่มต้นของการระบาดเริ่มจากภัตตาคารอาหารพิสดารในประเทศจีน ที่มีการบริโภคชะมดและอีเห็น จากนั้นพนักงานเสริฟมีอาการป่วย จึงไปหาหมอหลิว เพื่อทำการรักษา จากนั้นหมอหลิวไปพักร้อนที่ประเทศฮ่องกงและนำเชื้อไวรัสไปติดคนที่พักในชั้น เดียวกันของโรงแรมแห่งหนึ่งจากนั้นเชื้อไวรัสได้กระจาย ไปทั่วโลกจากคนในโรงแรมนั้นไปยังส่วนต่าง ๆ ของโลก

4. ไข้หวัดนก (Avain lnfluenza)
โดยในประเทศไทย พบการระบาดได้บ่อยจนเรียกได้ว่าเป็นโรคประจำถิ่น (enemic) ไปแล้ว ธรรมชาติของโรค จะไม่ทำให้โฮสต์ตาย โดยจะทำให้ความรุนแรงของโรคน้อยลง เพื่อแฝงอยู่ในร่างกายของโฮสต์ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ในสัตว์ปีก
ชนิดของไวรัสที่พบในนก : H5N1, H9N2, H73, A1H16
ชนิดของไวรัสที่พบในคน : H3N2, H1N1
การใช้ยาป้องกัน ปัจจุบันคือ Tamiflu (Oseltamivir) แต่ต้องระวังในการเพาะเชื้อ อาจจะดื้อยาต่อวัคซีนได้

5. นิพพาร์ไวรัส (Nipah virus)
มีการค้นพบครั้งแรกในปี 1997 แต่ยังไม่มีการระบาด แต่ในปี 1999 มีการรายงานระบาดทั้งในคนและสัตว์ ซึ่งคำว่า Nipah ได้มาจากพื้นที่ที่แยกเชื้อไวรัสเป็นครั้งแรก โดยพบอาการสมองอักเสบ และมีอัตราการตายสูง ทำให้สงสัยว่าเป็น Japan Encephalitis แต่ไม่ใช่เพราะอุบัติการณ์ของโรคไม่คล้ายคลึง ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่ทำงานในฟาร์มสุกร ต่อมาพบสุกรป่วยและตายเพิ่มมากขึ้น ผู้เลี้ยงจึงรีบขายสุกรป่วย ทำให้มีการระบาดกว้างขวางมากขึ้น ลักษณะการก่อโรคในคนจะแสดงอาการทางระบบประสาท จะป่วยเร็วและตายเร็ว ในสุกรจะแสดงออกทางเดินหายใจ มีไข้สูง ระบบหายใจหลังหย่านม (Barking cough syndrome “one-mile cough”) ไอเสียงดัง มี fluid ออกมาทางจมูก ส่วนค้างคาวที่เป็นพาหะจะไม่แสดงอาการ
การติดต่อ
สุกรจะติดต่อได้จากการสัมผัสโดยตรง จากสิ่งคัดหลั่งที่ออกมา หรือแม้แต่สามารถจะติดได้ทางอากาศได้เช่นเดียวกัน
การวินิจฉัยโรค
จะต้องแยกให้ออกจาก : SF, Enzootic pneumonia, PRRS, APP, AD, Pasteuralla

6. Leptospirosis : โรคฉี่หนู
Leptospirosis จะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
1. L. interrpgans เป็นกลุ่มที่ก่อสร้างความเสียหาย
2. L. biflexa เป็นกลุ่มที่ไม่ก่อโรค
ลักษณะของการติดเชื้อ leptospirosis
จะเป็นอาการ การติดเชื้อในกระแสเลือด (Bacteremia) คือ ไข้สูง ปวดศีรษะ ตาแดง ปวดกล้ามเนื้อ ลักษณะจากการผ่าซาก ดังนี้ เยื้อหุ้มสมองอักเสบ ตาเหลือง ตับอักเสบ ปอดอักเสบ ไอเป็นเลือด ปัสสาวะน้อย ไตวาย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ฯลฯ
การวินิจฉัย
ทางคลินิกทำได้น้อย เพราะเหมือนโรคอื่นๆ จำเป็นต้องยืนยันทางห้องปฏิบัติการ การใช้ผลเลือดหรือผลปัสสาวะยังได้ผลไม่แน่นอน
การรักษา
ยาปฏิชีวนะ Ceptriaxone และ Sodium penicillin G จะมีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ที่ป่วยเป็น leptospirosis ซึ่งเป็นพื้นฐานในการรักษาแต่จะออกฤทธิ์ได้แคบ แต่ Ceptriaxone จะออกฤทธิ์ได้กว้างกว่า

โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในงานสัมมนาครั้งนี้ เป็นการนำเสนอข้อมูลใหม่ๆ จากท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้สัตวแพทย์ได้รับข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน และจะได้เป็นการช่วยเฝ้าระวังติดตามปัญหาต่างๆ ของโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำก่อนที่โรคต่างๆ เหล่านี้จะสร้างปัญหาอย่างรุนแรงต่อสังคม

___________________________
ที่มา : สาร KUVA ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 – 4 กรกฎาคม – ธันวาคม 2549 หน้า 17 - 20


|หน้าแรก| แผนผังเว็บ| ข้อมูลองค์กร| การบริการ| องค์ความรู้| พัฒนาองค์กร| แผนงาน-วิจัย| บริหารจัดการ| พัสดุ-งบประมาณ| สถิติ-รายงาน| ติดต่อ| English|
Home องค์ความรู้ เตือนภัยโรคสัตว์ โรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ