เมนูย่อย

หน้าแรก องค์ความรู้ การจัดการองค์ความรู้ สหภาพยุโรปห้ามใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในอาหารสัตว์

สหภาพยุโรปห้ามใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในอาหารสัตว์

นายสัตวแพทย์ประสิทธิ์ ธรรมแสง

การที่ผู้เรียบเรียงนำเสนอเรื่องนี้ ก็เพราะเห็นว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของห่วงโซ่อาหาร (food- chain) และการค้าอาหารระหว่างประเทศกลับกลุ่มสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็น ตลาดส่วนหนึ่งของไทยเราจึงจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของเขาเพื่อรักษา ตลาดเอาไว้เมื่อเราทำทุกอย่างที่มีมาตรฐานตามกฎเกณฑ์ที่ทั่วโลกยอมรับ เราก็ ควรจะได้ตลาดใหม่ๆ อีกด้วย ในเมื่อผู้บริโภคเป็นห่วงเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น มีความกลัวในเรื่องของอาหาร (food scares) เราเป็นผู้ผลิตอาหารและผู้ค้า เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ถูกใจลูกค้าทุกอย่าง แม้ว่าบางอย่างมันจะฝืนความรู้สึกว่ามันมากไปจนเกินความจำเป็นแต่ก็ต้องทำ เมื่อพิจารณาให้ลึกๆ มันก็เหมือนเรื่องของการเมือง มีทั้งความเชื่อในแนวความคิดที่ผิดๆ ไปตามกระแสข่าวในสื่อต่างๆ บางอย่างก็ยังไม่มีความชัดเจน ก็นำเอามาเป็นเงื่อนไข เอามาเป็นเครื่องมือต่อรอง โดยทุกเรื่องจะอ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน บางกรณีก็เกิดจากความอิจฉาริษยากัน มีการกีดกันสินค้าของประเทศอื่นหรือของบริษัทอื่น หรือจากประเทศที่ไม่อยู่ในกลุ่มของตน บางกรณีก็มีการนำตัวยาของบริษัทอื่นมาวิจัย ดัดแปลงปรับปรุง แล้วต้องการขายบ้าง ก็มีการวิ่งเต้นด้วยวิธีการต่างๆ 

สหภาพยุโรป ออกกฎหมายประกาศให้ 25 ประเทศ ห้ามไม่ให้มีการใช้ยาต้านจุลชีพที่เป็นสารเร่งการเจริญเติบโต(antimicrobial growth promoter) ในอาหารสำเร็จที่ใช้เลี้ยงสุกรโดยสิ้นเชิง หลังจากที่ได้สั่งห้ามมาก่อนแล้วครั้งละอย่างสองอย่างมาตั้งเกือบ 20 ปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวยาที่เกี่ยวข้องกับยาต้านจุลชีพที่ใช้ในมนุษย์ เพราะกลัวว่าจะทำให้มีเชื้อจุลชีพที่ดื้อยามาสร้างปัญหาในทางการแพทย์ ปัจจุบันตัวยาที่เข้าใจว่าอาจจะเป็นสารก่อมะเร็ง (carcinogens) ก็ถูกห้ามนำมาใช้ สำหรับยาต้านจุลชีพนั้นที่ถูกสั่งห้ามใช้ตัวแรกๆ ได้แก่ยาชื่อว่า อะโวพาร์ซิน (avoparcin) เป็นยาที่มีโครงสร้างที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียว กับ แวนโคมายซิน (vancomycin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ทางการแพทย์และเวอร์จิเนียมายซิน (virginiamycin) ที่ มีส่วนสัมพันธ์กับควินูพริสติน (quinupristin) ไทโลซิน (tylosin) และ สไปรามายซิน (spiramycin) ที่มีสูตรโครงสร้างที่อยู่ในกลุ่มของแมคโครลีดส์ / สะไปร่ามายซิน (macrolides/spiramycin) และแบซิทราซิน (bacitracin) ซึ่งมีใช้อยู่เช่นกันในทางการแพทย์ ส่วนสารก่อมะเร็งได้แก่ ไนโตรมิดาโซล (nitromidazoles), ไดเมททิดาโซน (dimetridazone), โรนิดาโซน (ronidazole) เป็นต้น ทั้งนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2549 ที่ผ่านมานี้เอง โดยได้ร่วมถึงยาต้านจุลชีพและยากันบิด (coccidiostats) อีกหลายตัวเข้าไปด้วยคือ อะวิล่ามายซิน (avilamycin) ฟลาโวฟอสโฟไลปอล (flavophospholipol) โมเน็นซิน (monensin) สำหรับใช้ในโคเนื้อ ซาลิโนมายซิน (salinmycin) ในสุกร สำหรับกลุ่มไปโอโนฟอร์ (ionophores) ซึ่งเป็นยากันโรคบิดในสัตว์ปีกยังได้รับการอนุญาตให้ใช้ผสมในอาหารสัตว์ปีก ได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา เพราะถือว่าสารจำพวกนี้ไม่เกี่ยวข้องกับยาที่มีใช้ในมนุษย์ที่มีใช้กันอยู่ ในปัจจุบัน (Burch,2005) ยังจะมีการพิจารณาการใช้ตัวยาที่ถือว่าวิกฤต ทั้งในวงการแพทย์และวงการสัตวแพทย์อีก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) กับสำนักงานโรคระบาดสัตว์นานาชาติ (OLE) ซึ่งเป็นองค์การสุขภาพสัตว์แห่งโลก จะประชุมร่วมกันในปีนี้ (พ.ศ.2549) คงจะมียาอีกหลายตัวที่จะถูกห้ามใช้ในอาหารสัตว์

สหภาพยุโรปเริ่มมีปฏิกิริยาเอนเอียงต่อ ตระหนกไปเหล่าผู้บริโภคอันเนื่องมากจากข่าวสารจากการสื่อต่างๆ มานานเกือบ 20 ปี การเขียนข่าวจากผลงานวิจัย และการสำรวจเพียงไม่กี่ชิ้นที่ก็ยังหาหลักฐานที่ชัดเจนไม่ได้ และการแต่งเติมให้เป็นเรื่องใหญ่ เช่น อะโวพาร์ซิน (avoparcin) ซึ่งเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในไก่ สุกร และโคมานานกว่า 30 ปีไปทำให้เชื้อจุลชีพ เอ็นเทอโรค๊อคคัสฟีเซี่ยม (Enter) และเชื้อในกลุ่มนี้อีกหลายชนิด ซึ่งอยู่ในระบบลำไส้และระบบสืบพันธุ์กับระบบปัสสาวะ ทั้งของสัตว์เลือดอุ่น (warm-blooded animal) และรวมถึงมนุษย์ด้วยเกิดการดื้อยาเหล่านี้ไปปนเปื้อนในผู้ป่วยในโรงพยาบาลจน เกิดการติดเชื้อ (Nosocomial enterococcal infecyions) ทำให้เกิดปัญหายุ่งยากในการรักษา โดยก็ยังคลุมเครือ พิสูจน์ไม่ได้เช่นกันว่าเชื้อดื้อยาในโรงพยาบาลนั้นมาจากสัตว์จริงหรือไม่ เชื้อดื้อยาแวนโคมาย ซินในกลุ่มนี้เราเรียกว่า Vancomycin-Resistant Enterococci (VRE) นอกจากนี้พวกนักวิทยาศาสตร์ยังเชื่อว่า เชื้อจุลชีพดื้อยาสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาที่เรียกว่า แวน เอ (Van A) ไปสู่เชื้อตัวอื่นในสิ่งแวดล้อม เพราะมีผู้ที่ทำการสำรวจพบเชื้อดื้อยาเหล่านี้ในสัตว์ แม้กระทั่งสุนัขและแมวด้วย เขาจึงเชื่อกันว่าเชื้อจุลชีพนั้นๆ ก็จะถูกถ่ายทอดถึงมนุษย์และระหว่างสัตว์ด้วยกัน และจากสัตว์ไปสู่มนุษย์ แต่ก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน ยิ่งเทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลมากเพียงใด มนุษย์ก็ตื่นตกใจกลัวต่อสิ่งต่างๆ ล่วงหน้าไปมากยิ่งขึ้นทุกวัน

จากบทความวิจารณ์ในเรื่องนี้ของ อัลตอส (Althaus,1998) เขาอธิบายว่า ตามความเป็นจริง เราน่าจะยอมรับว่าระบบและการจัดการป้องกันในเรื่องของสุขภาพของเราเองนั้น ผิดพลาดมากกว่า คนที่ตื่นตกใจกลัวเกินเหตุนั้นก็มี สื่อต่างๆ กลุ่มเอ็นจีโอ (NGO) แล้วกลุ่มกรีนพีซ (Green Peace) เป็นเหตุให้สังคมผู้บริโภคและคณะกรรมการต่างๆ ในอียูและกลุ่มการเมือง ตื่นตกใจกลัวเกินเหตุไปด้วย เช่น กลัวในเรื่องสารก่อมะเร็งมากกว่ากลัวคนที่ไม่มีคุณภาพมาทำหน้าที่ขับรถขนส่ง มวลชน มากกว่ากลัวความประพฤติปฏิบัติตนของคนในการขับขี่ยานพาหนะบนท้องถนน ถ้าจะให้เกิดความปลอดภัยกันเกี่ยวกับอาหารการกินของประชาชน สิ่งที่จะต้องพิจารณาคือสารพิษในอาหารและผลไม้หมักดอง อาหารหรือขนมหวานที่มีพวกเมล็ดถั่ว เช่น ถั่วลิสงและเมล็ดธัญพืชที่เก็บไว้ได้เป็นเวลานาน สิ่งเหล่านี้จะมีสารพิษจากเชื้อราพวกแอสเปอร์จิลลัส (Aspergillus spp.) นานาชนิดปนเปื้อนอยู่มากมาย

มีปัจจัยหลายอย่างทำให้พวกเขาเกรงกลัวต่อ ภัยต่างๆ จากการที่เกิดแนวความคิดที่ผิดๆ ที่ทำให้ไปเกรงกลัวสิ่งเล็กๆ น้อยๆ และด้วยเหตุผลทางการเมืองก็มี เช่น ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำการตรวจสอบสารต่างๆ ที่มีในอาหารระดับเศษส่วนของพันล้านส่วนได้ แม้แต่น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะในทะเลก็เกือบจะตรวจพบได้แล้ว จึงเกิดการไปเกรงกลัวกันเสียจนเกินกว่าเหตุในสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้น หรือการที่สื่อนำเรื่องราวของการค้นพบสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านั้นมาตีพิมพ์ กระพือข่าวจนทำให้น่ากลัว สังคมผู้บริโภคจึงเกิดการแตกตื่น เช่น ในการของสารเร่งการเจริญเติบโตในวงการเลี้ยงสัตว์ที่เป็นอาหารของมนุษย์ อีกอย่างหนึ่งคือตัวนักวิทยาศาสตร์เองก็อยากมีผลงานที่ทำให้มีชื่อเสียงจึง รีบออกมาให้ข่าวก่อนที่จะได้ความเป็นไปได้ที่จะก่อให้เกิดอันตรายมันมีมาก น้อยเพียงใด ที่สำคัญคือกลุ่มบุคคลที่ต้องการผลประโยชน์ในทางการเมืองก็รีบฉวยโอกาสไป ด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ เริ่มจากการห้ามใช้ยาต้านจุลชีพอะโวพาร์ซินในอาหารสัตว์ดังได้กล่าวมาแล้ว

โดยทั่วไป อันตรายที่เกิดทางพิษวิทยา และทางจุลชีววิทยาต่อมนุษย์จากการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในสัตว์นั้นมี ความเป็นไปได้ที่อยู่ในระดับต่ำมาก ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ต่ำกว่าอันตรายในด้านการโภชนาการของมนุษย์เองเสียอีก เช่นการรับประทานอาหารไม่ถูกต้องตามหลักการและ / หรือบางสิ่งบางอย่างมากเกินไปจนเกิดโรคอ้วน (obesity) หรือเกิดสภาวะการเกิดโรคการขาดสารอาหาร (nutrient deficiencies) แม้แต่การจัดการเรื่องอาหารที่ผิดวิธี สารพิษธรรมชาติในพืชผัก สารเคมีปนเปื้อนในผัก และในสิ่งแวดล้อม พิษภัยของการสูบบุหรี่ที่ทำให้เกิดอันตรายต่อคนรอบข้าง การห้ามสิ่งเหล่านี้และการดูแลที่ดีเสียอีกที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ สุขภาพของมวลมนุษย์ได้มากกว่า และมีความชัดเจนกว่า

ผลิตภัณฑ์อาหารที่ประกอบด้วยสารหรือยาต้าน จุลชีพขนาดเข้มก่อนที่จะนำมาผสมให้เจือจางในอาหารเพื่อใช้เลี้ยงสัตว์ เราเรียกว่า antimicrobial premixes แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์ (growth promoters) และยากันบิด (anticoccidials) เราเรียกยากลุ่มนี้ว่า feed additives กลุ่มนี่เราสามารถนำมาผสมในอาหารสัตว์โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากสัตวแพทย์ กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มอาหารที่ผสมยารักษาโรคในอัตราเข้มข้น เพื่อนำมาผสมอาหารตามขนาดแนะนำอีกขั้นตอนหนึ่ง เราเรียกกลุ่มนี้ว่า medicated feed premixes การใช้ต้องได้รับใบสั่งยาจากสัตวแพทย์ (veterinary prescription) เสียก่อน เพราเป็นวิธีการรักษาโรคแบบผสมยาในอาหารให้สัตว์ทั้งฝูงกิน

ผลของการงดใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในสุกร ที่ประเทศเดนมาร์คเป็นอย่างไรบ้างนั้นเป็นเรื่องที่น่าคิด ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจถึงจุดประสงค์และประโยชน์ของยาต้านจุลชีพที่นำ มาใช้เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตเสียก่อนคือ
1. เพื่อเพิ่มผลผลิต คือ ทำให้สัตว์มีอัตราการเติบโตเร็วขึ้น มีการใช้ประโยชน์สารอาหารเพื่อสร้างเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ (feed conversion effciency) โดยยาต้านจุลชีพไปมีผลต่อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ต่อกันกับสัตว์ตามธรรมชาติ ที่อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร (commensalbacteria) ทำให้แบคทีเรียพวกนี้สร้างอาหารทีมีประโยชน์ต่อสัตว์ เช่น สร้างไวตามินต่างๆ และไม่มีการแย่งสารอาหารที่ร่างกายของสัตว์ต้องการ กระบวนการนี้เราเรียกว่า nutrient-sparing effect

2. ยาต้านจุลชีพบางตัวจะออกฤทธิ์ต่อต้าน จุลชีพที่เป็นภัยต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เราสามารถป้องกันไม่เกิดโรคในระบบทางเดินอาหารทั่วๆ ไปในสัตว์ได้

ผลต่อการเพิ่มผลผลิต
สารเร่งการเจริญเติบโตแทบทุกชนิดจะเร่งการเจริญเติบโตของสุกรได้ประมาณวันละ 30 กรัม คือในลูกสุกรเล็ก (ขนาด 30 กิโลกรัมลงมา) โตเร็วขึ้นได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ และสุกรขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 30 กิโลกรัมขึ้นไป ถูกเร่งการเจริญเติบโตได้ 3 เปอร์เซ็นต์ ประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเพื่อการสร้างเนื้อ (อัตราแลกเนื้อ) ดีขึ้น 4 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์

หลังจากที่ถูกห้ามใช้ยาต้านจุลชีพเพื่อ เร่งการเจริญเติบโตมีรายงานในเดนมารค์ว่า อัตราการเจริญเติบโตลดลงในลูกสุกรระยะหย่านม (weaned pigs) คือลูกสุกรที่มีขนาดน้ำหนักตัวต่ำกว่า 30 กิโลกรัมลงมา จะตกลงไปอย่างมีนัยสำคัญ คือ จะโตได้ประมาณวันละ 20 กรัมเท่านั้น (Callesen,2002) ในทำนองเดียวกันลุกสุกรขนาดหย่านมมีอัตราการตาย (mortality rate) เพิ่มขึ้นจากการที่เคยใช้ยาต้านจุลชีพ คือ จากเดิมฟาร์มสุกรเคยมีประวัติอัตราการตายสูงสุดที่ 2.9 เปอร์เซ็นต์ เมื่อมีการห้ามใช้ยาเร่งการเจริญเติบโต อัตราการตายเพิ่มขึ้นเป็น 3.6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเสียหายมากในแง่เศรษฐกิจ ถ้าคำนวณจากประชากรสุกร 100 ล้านหรือ 1,000 ล้านตัวจะเห็นตัวเลขการสูญเสียได้อย่างชัดเจน

ผลกระทบต่อการควบคุมโรคในฟาร์ม
ลาร์เซ็น (Larsen,2002) รายงานว่า หลังจากมีการห้ามใช้ยาต้านจุลชีพเป็นสารเร่งการเจริญเติบโต พบว่ามีโรคท้องเสียในลูกสุกรหลังหย่านม (post-weaning diarrhea) เพิ่มมากขึ้นอย่างนัยสำคัญและเจ้าของฟาร์มต้องเสียค่ารักษาโรคนี้ในสุกรตลอด ทั้งปี อีกทั้งยังมีโรคพีพีอี หรือ porcine proliferative enteropathy (PPE) ที่เกิดจากเชื้อว่า ลอโซเนีย อินทราเซลลูลารีส (Lawsonia intracellularis) ในสุกรขุนเล็ก และสุกรขุนใหญ่ (growers and finishers) ขึ้นมาอีกด้วยคิดเป็น 37 เปอร์เซ็นต์จากฟาร์มที่ได้รับการสำรวจทั้งหมด ในขณะเดียวกันคอลลีเซ็นต (Callesen,2002) ก็พบว่าเจ้าของฟาร์มต้องใช้ยารักษาโรคเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ เตตร้าซัยคลิน (tetracyclines) ไทโลซิน (tylosin) ลินโคมายซิน (lincomycin) ไทอะมูลิน (tiamulin) และกลุ่มอะมิโนกลัยโคไซด์ (aminoglycosides) แน่นอนที่สุดทำให้เจ้าของฟาร์มสิ้นเปลื้องค่าใช้จ่ายมากขึ้นในเดนมาร์คเมื่อ มีการห้ามใช้สารเร่งการเจริญเติบโตดังกล่าวมาแล้ว เริ่มพบกลุ่มอาการใหม่ในฟาร์มสุกร คือ กลุ่มอาการที่เรียกว่า พีเอ็มดับเบิลยูเอส (post-weaning multisystemic wasting syndrome) มาตั้งแต่ ค.ศ.2001 และพบมากขึ้นๆ เรื่อยมา

ในประเทศอังกฤษก็เช่นเดียวกัน การห้ามใช้ซาลิโนมายซิน (salinomycin) ซึ่งเคยนิยมใช้เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตในสุกร ก็เกิดปัญหาโรคท้องเสีย และโรคบิดมูกเลือด (swine dysentery) ในฟาร์มขึ้นมาอย่างมากตั้งแต่ปี ค.ศ.2004 เป็นต้นมา และคาดว่าจะเกิดระบาดขึ้นทั่วประเทศในปี ค.ศ.2006 อัลตอส (1998) รายงานว่า แคมเฟส (J. Kamphues) รายงานในปีเดียวกันนี้ว่า หลังจากสวีเดนห้ามใช้ยาต้านจุลชีพในอาหารสัตว์มานานก่อนประเทศอื่นๆ ทั้งหมดนับตั้งแต่ปี ค.ศ.1986 เป็นต้นมา พบว่ามีการใช้ใบสั่งยาเพื่อใช้ในการรักษาโรคเพิ่มมากยิ่งขึ้นหลายเท่า เนื่องจากมีการระบาดของโรคต่างๆ ในฟาร์มมากขึ้น แสดงให้เห็นว่ามีกรใช้ยากันมากจนทำให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้าง (residue toxicity) ในเนื้อสัตว์ และต้นทุนการผลิตก็สูงขึ้นไปด้วย จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องขบคิดกันใหม่ต่อไป

แนวโน้ม นับตั้งแต่ช่วงต้นยุค ปี ค.ศ.1950 เป็นต้นมา ประชาชนผู้บริโภคไม่ค่อยสบายใจในเรื่องของการใช้ยาต้านจุลชีพในการเลี้ยง สัตว์ จนกระทั่งปัจจุบันหัวข้อหลักๆ ที่ถกเถียงกันอยู่คือ เรื่องของความเป็นไปได้ของเชื้อโรคที่ดื้อยาต่อต้านจุลชีพจากสัตว์ จะถูกถ่ายทอดมาถึงมนุษย์ได้และทำให้เกิดปัญหาความล้มเหลวในการรักษาทางยา เป็นความจริงหรือไม่ และเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่เป็นอยู่ในขณะนี้คือ พบว่าผู้ป่วยในโรงพยาบาลใหญ่ๆ มากกว่า 500 เตียง ในหลายประเทศมักจะพบการติดเชื้อดื้อยา พวกที่เราเรียกกันว่า วี อาร์ อี (Vancomycin-resistant enterococci) ในประเทศไทยเองก็พบคนไข้ที่ติดเชื้ออีกพวกหนึ่งคือ เอสเชอริเชีย คอไล (Escherichia coli) ที่ดื้อยา ที่แผลผ่าตัดไฝเล็กๆ ที่โคนขา (จาก personal communication) จนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเพราะเชื้อดื้อยา สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษคือหน่วยงานควรสร้างมาตรการการดูแลเรื่อง สุขอนามัยในโรงพยาบาลที่จะต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา และบุคลากรทุกฝ่าย แม้กระทั่งแพทย์พยาบาลจะให้ความสำคัญในเรื่องของความเสี่ยงและอันตรายของการ ติดเชื้อในโรงพยาบาลมากยิ่งขึ้น ในสัตว์ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าในสัตว์เล็ก เช่น สุนัขและแมว สัตว์ที่ใช้เป็นอาหารของมนุษย์ก็พบว่าทีปัญหาการดื้อยาเช่นกัน แต่การถ่ายทอดเชื้อดื้อยาจากสัตว์สู่มนุษย์ก็ยังถกเถียงกันอยู่ มีทั้งเชื่อและไม่เชื่อ จากการศึกษาในปัจจุบันก็พบแล้วว่าอุบัติการณ์ที่พบเป็นส่วนน้อยนี้ ยังไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริงของการระบาดของเชื้อจุลชีพดื้อยาในมนุษย์ (Kayser,1993 : McOrist,1997 : Sundlof,1997) มาตรการการป้องกันการระบาดของเชื้อดื้อยาในสถานพยาบาล จึงเป็นสิ่งที่จะมีความสำคัญมากขึ้นกว่าเท่าที่เป็นอยู่

แนวโน้มอีกอย่างหนึ่งคือในด้านการ สัตวแพทย์เองก็จะมีการจัดการเกี่ยวกับมาตรการการลดความเป็นไปได้ของการเกิด ความเสี่ยงจากการใช้สารเร่งการเจริญเติบโตและจะต้องมีการสร้างขั้นตอนการใช้ ที่เป็นมาตรฐาน ที่ยอมรับทั่วโลกโดยอาศัยกฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ ซึ่งกำหนดขึ้นจากความกลัวของผู้บริโภค (consumer fears) เป็นเกณฑ์ ต่อไปผู้ออกกฎหมายทางสหภาพยุโรปเมื่อจะออกกฎหมายใดๆ ก็จะต้องฟังเสียงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น บริษัทคู่แข่งและผู้ไม่หวังดีก็จะถามคำถามต่างๆ เช่น

1. เมื่อสัตวแพทย์เขียนใบสั่งยาเพื่อ อนุญาตให้ใช้ยาต้านจุลชีพเดิม ๆ เหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ในการรักษาโรคในสุกรก็ต้องใช้ในขนาดรักษาโรค (treatment or therapeutic level) ซึ่งสูงกว่าขนาดการใช้ผสมในอาหารเพื่อเร่งการเจริญเติบโต (subtherapeutic level) แล้วจะลดปัญหาเกิดการดื้อยาของเชื้อจุลชีพได้หรือไม่? แล้วจะมีผลเสียในเรื่องสารพิษตกค้างในเนื้อสัตว์มากน้อยเพียงใด?

2. ยาต้านจุลชีพบางตัวที่ยังไม่ได้รับการ ใส่ไว้ในรายการยาห้ามใช้ ถ้าหากต้องใช้รักษาโรคในขนาดรักษาที่สูง ๆ ต่อไป จะมีผลดี และเหมาะสมหรือไม่สำหรับผู้บริโภค?

3. สารเคมีที่ประกอบด้วยโลหะหนัก เช่น ซิ๊งค์อ๊อกไซด์ (zinc oxide) ซึ่งมีสังกะสี และยังไม่ถูกห้ามใช้จะกลายเป็นยาที่ใช่ผสมอาหารสุกรสำหรับโปรแกรมการป้องกัน โรคท้องเสียที่จะต้องใช้กันเป็นจำนวนมาก เพื่อแทนยาที่ถูกสั่งห้ามใช้ จะเป็นการเหมาะสมหรือไม่ ? และจะทำให้เกิดสารพิษปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมหรือไม่ ?

การพัฒนายาใหม่สำหรับอนาคต
งานวิจัยเพื่อคิดค้นหาตัวยาใหม่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว เช่น เจคอบ และ ซาสลอฟฟ์ (Jacob and Zasloff,1994) รายงานว่ายาต้านจุลชีพกลุ่มที่น่าจะมีอนาคตที่สดใส คือกลุ่มที่มีอยู่ภายในสิ่งมีชีวิต (endogenous antibiotics) เป็น กลุ่มตัวยาที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบได้ในหนังกบ และในชั้นเอพิธีเลี่ยมที่บุภายในลำไส้ของสุกร (intestinal epithelium of swine) และในลิ้นของสัตว์เคี้ยวเอื้อง (bpvine tongiue) ได้แก่ กลุ่มแม็กเกอินีนส์ (magainins) ครีโคปินส์ (crecopins) ดีเฟ็นซินส์ (defensins) เข้าใจว่าน่าจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันตัวขั้นต้นต่อจุลชีพเพราะจากการ ทดลองพวกมันทำงานได้เร็ว และมีโมเลกุลขนาดใหญ่กว่าโมเลกุลของภูมิคุ้มกันในระบบอิมมูน ซึ่งน่าจะนำใช้ประโยชน์ในมนุษย์ได้ มีข้อดีอีกหลายอย่าง เช่น พวกมันจะถูกทำลายได้ในร่างกายโดยระบบเมทาบอลิสึม ไม่ขัดขวางการเปลี่ยนแปลงและการกระจายของตัวยาอื่นๆ ในร่างกาย โดยเฉพาะตัวยาในกลุ่มดีเฟ็นซินส์นั้น มีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส, เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และโปรโตซัวที่เป็นพิษภัยต่อมนุษย์ด้วย อีกประการหนึ่งที่สำคัญคือ ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา (Schonwetter et al.,1995)

ไทยได้รับการชมเชยจากสหภาพยุโรป
เขาพอใจที่ประเทศไทยตอบสนองความต้องการของเขาและต่อสหรัฐอเมริกาได้อย่างรวด เร็ว เมื่อเราได้มีมาตรการต่าง ๆ ออกมาหลายอย่าง ควบคุมและการห้ามใช้ยาต้านจุลชีพ 16 ชนิดในการเลี้ยงกุ้ง และในอุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่ ตรงตามความต้องการของเขาทุกอย่าง การที่เราต้องทำตามความต้องการของเขาเพราะเรามีเหตุผลอยู่ 5 ประการ คือ
1. เราต้องรักษาการเติบโตของตลาดส่วนนี้เอาไว้
2. เราต้องการปรับโครงสร้างของการผลิตตามความเปลี่ยนแปลงของการเกษตรซึ่งก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ
3. สิ่งที่ปรารถนาคือ ต้องการเพิ่มการค้าเสรี และขจัดมาตรการต่างๆ ที่กีดกั้นสินค้าเกษตรของเรา
4. เพื่อเพิ่มประสิทธิผลในการใช้และการรักษาแหล่งทรัพยากรทางการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

__________________________
ที่มา : สาร KUVA ปีที่ 6 ฉบับที่ 3 – 4 กรกฎาคม – ธันวาคม 2549 หน้า 12 - 16


|หน้าแรก| แผนผังเว็บ| ข้อมูลองค์กร| การบริการ| องค์ความรู้| พัฒนาองค์กร| แผนงาน-วิจัย| บริหารจัดการ| พัสดุ-งบประมาณ| สถิติ-รายงาน| ติดต่อ| English|
Home องค์ความรู้ การจัดการองค์ความรู้ สหภาพยุโรปห้ามใช้สารเร่งการเจริญเติบโตในอาหารสัตว์