เมนูย่อย

หน้าแรก องค์ความรู้ การจัดการองค์ความรู้ บัญญัติภายใต้ข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ขององค์กรการค้าโลก

บัญญัติภายใต้ข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ขององค์กรการค้าโลก

บัญญัติ 10 ประการภายใต้ข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ขององค์กรการค้าโลก (The Ten Commandments of the Sanitary and Phytosanitary Agreement of the World Trade Organization) ประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (World Trade Organization หรือ WTO) การดำเนินการค้าขายระหว่างประเทศจึงต้องปฏิบัติตามพันธกรณี และ ข้อตกลงที่กำหนดโดย WTO ข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ (Agreement on the Application of Sanitary and Phytosanitary Measures หรือ SPS Agreement) คือ แนวทางพื้นฐานทางด้านสุขภาพสัตว์สำหรับประเทศสมาชิกได้ปฏิบัติอยู่ในมาตรฐานกฎเกณฑ์เดียวกัน คือให้สอดคล้องหรือเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (Harmonization) จัดทำโดยสำนักงานโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties หรือ OIE) ซึ่งทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ (Technical Advisory) ของ WTO กรมปศุสัตว์ เป็นองค์กรของรัฐเพียงแห่งเดียวที่รับผิดขอบโดยตรงในสายงานด้านสุขภาพสัตว์ของประเทศ จึงจะต้องพิจารณาทบทวนบทบาท ภารกิจ และหน้าที่ของหน่วยงานในสังกัดที่ดำเนินการอยู่ปัจจุบัน ซึ่งถ้าเป็นไปโดยไม่สอดคล้องกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของสังคม หรือ สภาพแวดล้อมทางการค้าของโลกในยุคนี้ (Globalisation) ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุง หากประเทศไทยยังต้องการที่จะทำการค้าขายสินค้าปศุสัตว์กับต่างประเทศ เนื่องจากกรมปศุสัตว์มีหน้าที่จะต้องรับรองสภาวะความปลอดโรคสัตว์ของประเทศไทย และตรวจสอบมาตรฐานทางสุขอนามัยของสินค้าปศุสัตว์ที่นำเข้า - ส่งออกเหล่านั้น บัญญัติ 10 ประการภายใต้ข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ขององค์การการค้าโลก เป็นเอกสารที่รัฐบาลและกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรของประเทศในทวีปอเมริกา ขอให้สถาบันความร่วมมือทางการเกษตรแห่งทวีปอเมริกา (Inter-American Institute for Cooperation on Agriculture, IICA) แนะแนวทางวิธีการปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว (SPS Agreement) ดังนั้น จึงอาจถือได้ว่าเอกสารฉบับนี้เป็นบทสรุปที่เรียบง่ายที่สุด สำหรับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รับผิดชอบในมาตรการทางสุขอนามัยของพืชและสัตว์ จะใช้เป็นแนวทางในการปรับบทบาทภาระกิจให้เหมาะสมกับภาวะทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศในอนาคต องค์การการค้าโลก ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2538 เพื่อทดแทนข้อตกลงทางการค้าและภาษีศุลกากร (General Agreement on Tariffs and Trade หรือ GATT) เนื่องจากในระยะต่อไปนั้น ประเทศสมาชิกของ WTO จะต้องยกเลิกการเก็บค่าอากรหรือภาษีศุลกากรสำหรับสินค้าเกษตรโดยสิ้นเชิงหรือเกือบทั้งหมด อีกทั้งอุปสรรคทางการค้าอื่นๆ (non–tariff barriers) เช่น ใบอนุญาตนำเข้าล่วงหน้า (advance permits) หรือ โควต้าการนำเข้าสินค้า (overall import quotas) ก็จะต้องถูกจำกัดหรือขจัดให้หมดไป ในนโยบายของการค้าเสรีภายใต้การกำกับดูแลขององค์การการค้าโลก ข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ซึ่งมีผลบังคับพร้อมกับ WTO จึงเป็นมาตรการเพียงหนึ่งเดียวที่ใช้ในการควบคุมการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ ข้อตกลงฉบับนี้จะว่าด้วย การใช้หรือการออกกฎระเบียบ (Rules) ในเรื่องความปลอดภัยของอาหาร (Food safety) เรื่องสุขอนามัยสัตว์ (Animal health) และ เรื่องของการคุ้มครองพันธุ์พืช (Plant protection) ที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายสินค้าเกษตรระหว่างประเทศสมาชิกให้เป็นไปโดยเหมาะสม (Proper application) นั่นก็คือต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการค้าเสรี ข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ ประกอบด้วย 14 หัวข้อ (Articles) และ อีก 3 ภาคผนวก (Annexes) ซึ่งสามารถจัดทำเป็นบทปฏิบัติได้ 10 ประการ ดังนี้ 1. การเข้าไปมีส่วนร่วมในองค์การระหว่างประเทศ (Participation in Relevant International Organizations) ในกรณีของกรมปศุสัตว์ องค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องคือสำนักงานโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (Office International des Epizooties, OIE) ซึ่งดูแลด้านสุขภาพสัตว์ สำหรับ Codex Alimentarius จะเป็นเรื่องของอาหาร หากในกรณีของพืชก็คือเลขาธิการ IPPC (Secretariat of the International Plant Protection Convention) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของรัฐบาลแต่ละประเทศจำเป็นต้องเข้าไปมีส่วนร่วม และมีบทบาทที่เข้มแข็ง (active) ในการทำงานร่วมกับองค์การระหว่างประเทศเหล่านี้ที่มีหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานสากล (International standards) ในเรื่องของสุขอนามัยสัตว์ การคุ้มครองพันธุ์พืช และความปลอดภัยของอาหาร อีกทั้งยังทำหน้าที่รวบรวมและ ส่งกระจายข้อมูลสภาวะโรคหรือการแพร่ระบาดของโรคที่สำคัญๆในแต่ละประเทศ ทำการเผยแพร่ความรู้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการตรวจวินิจฉัยโรคหรือการป้องกันและควบคุมโรค ไปยังรัฐบาลของทุกประเทศสมาชิก ประเทศที่ไม่เข้าไปมีส่วนร่วมจะหมดโอกาสในการแสดงความคิดเห็น หรือ การตัดสินใจใดๆในการกำหนดมาตรการ และ ไม่สามารถหยุดยั้งหรือระงับการบังคับใช้กฏเกณฑ์เหล่านี้ได้ นอกจากนั้นก็จะไม่สามารถเข้าถึงหรือได้รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นปัจจุบันของการเกิดโรค การพัฒนาล่าสุดต่างๆ ของโลกในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งทำให้ประเทศดังกล่าวมีความแปลกแยกและล้าหลังในทางเทคโนโลยีไปโดยปริยาย 2. ดำเนินการปรับปรุง กฎหมาย ระเบียบ และ มาตรฐาน ให้สอดคล้องกับข้อตกลงทางสุขอนามัย (Adaptation of Laws, Rules and Standards to the Terms of SPS Agreement) แต่ละประเทศจำเป็น (essential) ต้องดำเนินการปรับปรุงกฎหมายของตน (National legislations) ให้สอดคล้อง (Harmonization) หรือเป็นไปตามข้อกำหนดของ SPS Agreement โดยจะต้องใช้มาตรฐานสากลที่กำหนดโดย OIE และ Codex Alimentarius หรือ IPPC สำหรับพืช เป็นเอกสารอ้างอิงหรือแม่แบบสำหรับการพัฒนากฎระเบียบ มาตรฐาน หรือ มาตรการที่เกี่ยวข้อง และในการปรับปรุงกฎระเบียบของประเทศนั้น จำเป็นต้องใช้วิธีการประเมินความเสี่ยง (Risk assessment) เข้าไปมีส่วน (incorporate) สำหรับกำหนด (determine) ระดับการคุ้มครองทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ในประเทศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม การกำหนดพื้นที่ปลอดโรค หรือเขตที่ไม่ค่อยมีโรค ที่ได้ดำเนินวิธีการตรวจสอบรับรองโดยถูกต้องตามที่ SPS Agreement ระบุไว้ รวมทั้งจะต้องทำให้เกิดความโปร่งใส (Transparency) คือ รัฐบาลจะต้องจัดพิมพ์ (publication) กฎระเบียบ (regulations) ที่ใช้หรือออกมาใหม่ให้ทราบทั่วกัน จัดตั้งหน่วยกลางข้อมูล (Enquiry points) ที่จะดำเนินกระบวนการแจ้งข่าวสาร (Notification procedures) สำหรับเป็นศูนย์กลางการติดต่อ เผยแพร่ กฎระเบียบและข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หากประเทศใดมิได้ดำเนินการในข้อกำหนดเหล่านี้ตามที่ถูกผูกพันโดย SPS Agreement จะมีผลทำให้ประเทศนั้นมีมาตรฐานที่แตกต่างจากประเทศอื่นที่ได้ปรับปรุงกฎหมายและมาตรการแล้ว ดังนั้นเมื่อมีการต่อรองทางการค้าสินค้าเกษตรในระดับนานาชาติ ก็จะเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกันกับการตีความของประเทศอื่นๆ คณะกรรมาธิการสุขอนามัยขององค์การการค้าโลก (The Sanitary and Phytosanitary Measures Committee of the WTO) มีความรับผิดชอบในการตรวจสอบลักษณะวิธี (manners) ที่แต่ละประเทศมีการนำมาตรฐานสากล (International standards) ที่กำหนดโดยองค์การระหว่างประเทศเหล่านี้ไปใช้ และมีความเป็นไปได้ที่ในอนาคตอันใกล้ คณะกรรมาธิการดังกล่าวจะเพิ่มขีดความสามารถ (strengthten) ในการเข้าไปพิจารณาตรวจสอบการดำเนินการปรับปรุงกฎระเบียบของแต่ละประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลโดยจะเพ่งเล็งเป็นรายประเทศ 3 . การใช้ วิธีการศึกษาวิเคราะห์ความเสี่ยง (Use of Risk Analysis Studies) ประเทศสมาชิกจะต้องแน่ใจว่ามาตรการทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ที่ใช้นั้น ได้พิจารณากำหนดบนพื้นฐานของการพิจารณาความเสี่ยง หรือ โอกาสที่จะมีโรคเกิดขึ้น ซึ่งได้ทำการศึกษาวิเคราะห์แล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องพัฒนาความสามารถของบุคลากรให้มีความรู้ที่จะดำเนินการศืกษาวิเคราะห์ความเสี่ยงได้ และต้องรักษาให้งานด้านนี้คงอยู่อย่างมีคุณภาพ หากประเทศใดมิได้จัดตั้งหน่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีความรู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง ก็จะไม่สามารถจะให้เหตุผลในทางวิชาการที่เป็นข้อมูลวิทยาศาสตร์และพิสูจน์ได้ เกี่ยวกับมาตรการทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ที่ได้ใช้เป็นเงื่อนไขของการนำเข้า รวมทั้ง วิธีการกำหนดเขตปลอดโรค หรือเขตที่ไม่ค่อยมีโรค และในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์หรือวิเคราะห์การประเมินความเสี่ยงของประเทศอื่นที่มีการเรียกร้องขอให้ยอมรับเขตปลอดโรคหรือเขตที่ไม่ค่อยมีโรคของตน อีกทั้งยังไม่สามารถโต้แย้งเงื่อนไขการนำเข้าที่ประเทศอื่นกำหนดใช้ที่เป็นอุปสรรคทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศทั้งสองได้ 4. ความโปร่งใสของข้อมูล (Transparency of Information) SPS Agreement ได้กำหนดไว้ชัดเจนให้รัฐบาลของทุกประเทศจะต้องดำเนินวิธีการที่มีความโปร่งใสในการใช้กฎเกณฑ์มาตรการทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ ทั้งนี้ ได้แก่การจัดพิมพ์กฎระเบียบที่นำเสนอใหม่ล่วงหน้า โดยมีช่วงเวลาที่นานพอสมควรสำหรับการรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะในการใช้กฎเกณฑ์เหล่านั้น การจัดตั้งหน่วยกลางข้อมูล (Enquiry point) สำหรับให้คำปรึกษาหารือในเรื่องกฎระเบียบและวิธีการตรวจสอบต่างๆ รวมถึงการควบคุมการนำเข้า-ส่งออก เลขาธิการองค์การการค้าโลกรับผิดชอบในการรับเอกสารแจ้งข้อมูลข่าวสาร (Notifications) ในเรื่องการใช้มาตรการทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ที่แต่ละประเทศนำออกใช้ใหม่ และทำหน้าที่แจ้งเรื่องต่อไปยังทุกประเทศสมาชิก หากประเทศใดมิได้ดำเนินการตามนี้นั่นคือไม่มีความโปร่งใสในการให้ข้อมูล ซึ่งอาจถูกประเทศคู่ค้าทำการประท้วงผ่านเลขาธิการองค์การการค้าโลก หรือ อาจถูกร้องเรียนโดยบุคคลทั้งในและนอกประเทศได้ 5. เข้มงวดในวิธีการออกเอกสารรับรองสำหรับการส่งออก (Reinforcement of Export Certification Procedures) ประเทศผู้ส่งออกจะถูกผูกมัด (obligated) ให้ต้องค้ำประกัน (guarantee) เอกสารรับรองทางสุขอนามัยที่ออกตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยประเทศผู้นำเข้า และหากมีความจำเป็นก็จะต้องอนุญาตให้ประเทศผู้นำเข้า ได้เข้ามาศึกษาถึงขั้นตอนการตรวจสอบ (Inspection) วิธีการทดสอบ (Testing) การรักษา (Treatment) และวิธีการอื่น (Other procedures) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องแสดงให้เห็นถึงความทัดเทียมกัน (Equivalence) ของมาตรการทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ที่ใช้ในประเทศผู้นำเข้า และในประเทศผู้ส่งออก ในเรื่องของการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศผู้ส่งออกจะต้องพิจารณาและดำเนินการออกเอกสารรับรองสำหรับการส่งออก ให้เป็นไปโดยถูกต้องตามหลักวิชาการและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ (Ethical and professionalism) ประเทศผู้ส่งออกจึงต้องดำเนินความพยายามอย่างสูง ให้ความสำคัญและเพิ่มความเข้มงวดระมัดระวังในการดำเนินการออกเอกสารรับรองต่างๆสำหรับการส่งออก มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการสูญเสียความเชื่อถือและความไว้วางใจของประเทศคู่ค้า ซื่งอาจก่อให้เกิดความเข้มงวดและความล่าช้าในการตรวจสอบสินค้าที่ประเทศปลายทางผู้นำเข้า และในท้ายที่สุดคือการเสียตลาดทางการค้า 6. เข้มงวดในวิธีการตรวจสอบการนำเข้าและการดำเนินการกักตรวจหรือการกักกัน (Reinforcement of Import Inspection and Quarantine Procedures) SPS Agreement ได้กำหนดไว้ชัดเจนถึงสิทธิของแต่ละประเทศในการใช้มาตรการทางสุขอนามัยพืชและสัตว์เพื่อให้เป็นไปโดยให้ความปกป้อง คุ้มครอง ต่อชีวิตและสุขภาพของ มนุษย์ สัตว์ และพืชทุกประเทศมีหน้าที่รับผิดชอบในการปกป้อง คุ้มครอง ชีวิต และ สุขภาพอนามัยของประชาชน สัตว์ และพืชภายในประเทศของตน โดยดำเนินการตรวจสอบสินค้านำเข้า ทำการกักตรวจสัตว์มีชีวิตหรือผลิตภัณฑ์เพื่อทดสอบโรค ให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งในการปฏิบัติงานดังกล่าวหากเป็นไปโดยไม่ถูกต้องเหมาะสม จะเสี่ยงต่อการทำให้โรคสัตว์หรือมีศัตรูพืชจากต่างประเทศเข้ามาระบาดและแพร่กระจายอยู่ภายในประเทศได้ และเมื่อถึงเวลานั้นสภาวการณ์ทางสุขอนามัยหรือวามปลอดโรคของประเทศเกิดความเปลี่ยนแปลงทาง ที่สามารถเป็นเหตุทำให้สูญเสียตลาดทางการค้าได้ และในขณะเดียวกันการปฏิบัติงานที่ย่อหย่อนหละหลวมก็จะมีผลทำให้สินค้าเกษตรที่ปนเปื้อนและเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยประชาชนถูกเข้ามาภายในประเทศได้ด้วยเช่นกัน 7. การปรับปรุงการบริการทางห้องปฏิบัติการให้ทันสมัย (Modernization of Laboratory Services) ในทางวิชาการนั้น การปฏิบัติตามเงื่อนไขของการออกเอกสารรับรองสำหรับการส่งออก หรือ การตรวจสอบการนำเข้าและการดำเนินการกักตรวจ หรือกักกันอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ละประเทศจะต้องมีห้องปฏิบัติการที่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้อง สามารถแยกชนิดสารพิษตกค้างสิ่งเจือปน และสามารถวิเคราะห์คุณภาพหรือตรวจพิสูจน์ เคมีภัณฑ์ทางการเกษตร หรือผลิตภัณฑ์การสัตวแพทย์หรือยาสัตว์ที่ใช้ได้ หากประเทศใดไม่มีห้องปฏิบัติการดังกล่าวก็อาจเเสี่ยงต่อการสูญเสียตลาด เนื่องจากไม่สามารถอธิบาย หรือให้เหตุผลแก่ประเทศผู้นำเข้าในเรื่องของวิธีการทดสอบและการดำเนินการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวกับการออกเอกสารรับรองสำหรับการส่งออกได้ ในขณะเดียวกันก็จะมีความเสี่ยงต่อการนำโรคหรือศัตรูพืชชนิดใหม่เข้ามาในประเทศ นำผลิตภัณฑ์ปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือเคมีภัณฑ์การเกษตรที่ด้อยประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ทางการสัตวแพทย์ที่ไม่มีคุณภาพ เข้ามาในประเทศ เนื่องจากไม่มีห้องปฏิบัติการที่ให้บริการตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ในขั้นตอนของการนำเข้า 8. สร้างความเข้มแข็งในข้อมูลข่าวสาร การเฝ้าระวังโรค และมีการเตรียมพร้อม (Strengthening the Information, Surveillance and Alert Service) แต่ละประเทศจะต้องมีข้อมูลข่าวสาร (Information) ดำเนินการเฝ้าระวังโรค (Surveillance) และ มีการเตรียมพร้อม (Alert Service) ในเรื่องของโรคพืช โรคสัตว์ และศัตรูพืช รวมถึงต้องทำการตรวจวัดเฝ้าระวัง (Monitor) สารพิษหรือสารตกค้างที่เป็นอันตรายและปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หรือผลผลิตทางเกษตร การดำเนินการต่างๆเหล่านี้ จะช่วยให้แต่ละประเทศสามารถตรวจพบปัญหาความผิดปกติที่เป็นความเสี่ยงต่อสถานภาพทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ของประเทศและอาจนำมาซึ่งความเข้มงวดในการส่งออกสินค้าเกษตรของประเทศตนได้การดำเนินการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพนั้น เป็นข้อกำหนดภายใต้ SPS Agreement ซึ่งทุกประเทศสมาชิกจะต้องส่งเอกสารแจ้งข้อมูลข่าวสาร (Notification) การเกิดปัญหาทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ที่มีผลต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรือ ที่ทำให้สถานภาพทางสุขอนามัยของสินค้าเกษตรมีความเสี่ยง ไปที่หน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น รายงานสภาวะโรคสัตว์หรือการเกิดโรคระบาดก็ต้องส่งไปที่ OIE ถ้าเป็นเรื่องของโรคหรือศัตรูพืชต้องส่งไปที่ IPPC หรือ ถ้าเป็นเรื่องของอาหารให้ส่งไป Codex Alimentarius ที่ FAO และ WHO รับผิดชอบร่วมกัน หากปประเทศไม่ดำเนินการเฝ้าระวังโรคอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective surveillance and monitoring service) ประเทศผู้ส่งออกนั้นก็จะไม่สามารถให้ข้อมูลทางวิชาการที่มีความสมเหตุผลในทางวิทยาศาสตร์และพิสูจน์ได้ว่ามีพื้นที่ที่เป็นเขตปลอดโรคสัตว์ ศัตรูพืช หรือเป็นเขตที่ไม่ค่อยมีโรคหรือศัตรูพืช ตามที่ประเทศผู้นำเข้ากำหนดได้ 9. ปรับปรุงวิธีการจดทะเบียนและการควบคุมเคมีภัณฑ์การเกษตร และผลิตภัณฑ์ทางการสัตวแพทย์ให้ทันสมัย (Modernization of Procedures for Registering and Controlling Agricultural Chemicals and Veterinary Products) การปรับปรุงวิธีการจดทะเบียนและการควบคุมเคมีภัณฑ์การเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยาฆ่าแมลง ศัตรูพืช และผลิตภัณฑ์ทางการสัตวแพทย์ เป็นงานรีบด่วนของแต่ละประเทศที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการในการควบคุมการผลิต การกระจายหรือแจกจ่าย การจำหน่าย การใช้ การนำเข้า และการส่งออก ให้เป็นไปอย่างเหมาะสม การปฏิบัติภายใต้ SPS Agreement ข้อนี้ผูกพันให้ประเทศสมาชิกต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับวิธีการควบคุม การตรวจสอบ และการรับรองที่กำหนดไว้ในเงื่อนไขของข้อตกลงดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการดื้อ หรือ ทนต่อสิ่งปนเปื้อนที่มีในผลิตภัณฑ์การเกษตร และหากปราศจากระบบการจดทะเบียนและการควบคุมเคมีภัณฑ์การเกษตรและผลิตภัณฑ์ทางการสัตวแพทย์ที่มีประสิทธิภาพก็จะไม่สามารถดำเนินการกำหนดมาตรการกำกับดูแลที่เหมาะสม ลงไปได้ ถ้าประเทศใดไม่มีระบบการจดทะเบียนและการควบคุมที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นการยากที่จะปรับปรุงวิธีการของตนให้สอดคล้อง (Harmonize) กับวิธีการของประเทศอื่น นอกจากนี้ยังอาจทำให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆสารเคมีดังกล่าวโดยไม่ถูกต้อง ขาดการพิจารณาเลือกสรร ทำให้ศัตรูพืชดื้อยา เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน หรือเป็นอั?ละผลิตภัณฑ์เหล่านั้น รวมทั้งตลาดของผลิตผลทางการเกษตรในภาพรวม 10. ดำเนินการควบคุมและกำจัดโรค และศัตรูพืชที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า (Control and Eradication of Diseases and Pests) โรคพืช โรคสัตว์ และศัตรูพืช หลายชนิดเป็นจำนวนมากที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเนื่องเพราะความสามารถในการแพร่กระจายของมัน จึงถูกพิจารณาว่าทำให้เกิดความเสี่ยงในการดำเนินการค้าขายสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องให้ความสนใจดูแลเป็นพิเศษ การควบคุมและกำจัดโรคและศัตรูพืชเหล่านี้จำเป็นจะต้องกระทำเพื่อผลในการปรับปรุงสภาวะทางสุขอนามัยของพืชและสัตว์ภายในประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศหลุดพ้นจากการถูกกีดกันทางการค้ากับประเทศอื่นที่ปลอดจากโรค และศัตรูพืช เหล่านี้แล้ว ประเทศผู้ส่งออกที่ขาดการวางแผนงาน หรือ ดำเนินมาตรการควบคุม ป้องกัน และกำจัดโรค หรือศัตรูพืชที่เหมาะสมจะเผชิญกับปัญหาหลายรูปแบบ เช่น ประเทศผู้นำเข้าอาจวางข้อจำกัด (limits) ในการนำเข้าผลิตภัณฑ์สัตว์หรือผลิตผลทางการเกษตร จะมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ในการดำเนินการตรวจวินิจฉัยโรค วิธีการตรวจสอบวิเคราะห์ วิธีการรักษา และ การดำเนินการออกเอกสารรับรองเพื่อการส่งออกจะยุ่งยากซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวอาจสูญเสียตลาดการส่งออกได้ สรุป การปฏิบัติตามข้อกำหนดใน SPS Agreement ของ WTO นั้น มีความเกี่ยวข้องไม่เฉพาะแต่เพียงภาคราชการซึ่งมีข้อกำหนดในทางปฏิบัติให้ แต่ยังเกี่ยวพันไปถึงภาคเอกชนที่มีการดำเนินงานด้านการเกษตร หากประเทศสมาชิกมีความต้องการที่จะเข้าตลาดสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ หน่วยงานรัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับมาตรการตามข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ จึงต้องดำเนินงานร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งตัวเกษตรกรและกลุ่มธุรกิจการเกษตรซึ่งในระยะยาวจะเป็นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หลักในการดำเนินการค้าขายสินค้าเกษตรระหว่างประเทศที่ไม่มีอุปสรรคทางสุขอนามัยแล้ว ดังนั้นทั้งภาครัฐและภาค เอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันในการรับผิดชอบปฏิบัติตามข้อตกลงเหล่านี้ ___________________________ ที่มา : แปลและเรียบเรียงโดย สพ.ญ.อรพันธ์ ภาสวรกุล กลุ่มระบาดวิทยาทางสัตวแพทย์ สำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ กรมปศุสัตว์ จาก The Ten Commandments of the Sanitary and Phytosanitary Agreement of the World Trade Organization (http://fao.org/ag/aga/agah/vets-1-2/7eng.htm) โดย Hector Campos, Deputy Director, Agricultural Health, Inter-American Institute for Cooperation on Agriculture

|หน้าแรก| แผนผังเว็บ| ข้อมูลองค์กร| การบริการ| องค์ความรู้| พัฒนาองค์กร| แผนงาน-วิจัย| บริหารจัดการ| พัสดุ-งบประมาณ| สถิติ-รายงาน| ติดต่อ| English|
Home องค์ความรู้ การจัดการองค์ความรู้ บัญญัติภายใต้ข้อตกลงทางสุขอนามัยพืชและสัตว์ขององค์กรการค้าโลก