หน้าแรก การบริการ การชันสูตรโรคสัตว์ทางห้องปฏิบัติการ ข้อแนะนำการเก็บ-จัดส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการ


การวินิจฉัยโรคเบื้องต้นในท้องที่ สามารถตรวจดูอาการของสัตว์ป่วยเช่น หงอย ซึม เบื่ออาหาร นอนสุม ขนลุก เดินโซเซ หรือเดินตัวแข็ง หรือเป็นอัมพาต น้ำมูก น้ำลายไหล ไอ จาม ดูลักษณะความผิดปกติทางคลินิก เช่น มีผื่นแดงเป็นจุดๆ หรือเป็นจ้ำ ข้อบวม แดง ร้อน อักเสบ ดูอัตราการป่วย อัตราการตาย ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้นำหรือบ่งชี้โรคในการวินิจฉัยเบื้องต้นได้ แต่การวินิจฉัยด้วยตาเปล่าอาจไม่เพียงพอในการหาสาเหตุที่แท้จริง จำเป็นต้องตรวจวิเคราะห์ยืนยันทางห้องปฏิบัติการ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาโรคที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง หรือ สิ่งส่งตรวจ (specimens) ที่ส่งตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ซากทั้งตัว น้ำนม เลือด ซีรั่ม อุจจาระ อาหาร และน้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์ ถ้ามีการเปิดผ่าซากตรวจโดยสัตวแพทย์ในท้องที่แล้วสามารถส่งเนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ ซึ่งตัวอย่างส่งตรวจจะเป็นอะไรขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยเบื้องต้นในท้องที่ ข้อสำคัญต้องเก็บตัวอย่างก่อนที่จะทำการรักษาด้วยยาโดยเฉพาะยาต้านจุลชีพเพราะเมื่อให้ยาแล้วเชื้อที่เป็นสาเหตุการป่วยอาจถูกทำลายไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถตรวจพบได้ โดยทั่วไปการเก็บตัวอย่างต้องเก็บจากสัตว์ป่วยซึ่งกำลังแสดงอาการป่วย ถ้าสัตว์ตายแล้ว ซากที่จะส่งตรวจควรเป็นซากจากสัตว์ที่เพิ่งตายใหม่ๆ แช่ในน้ำแข็ง ส่งภายในวันที่สัตว์ตาย จะช่วยให้การวินิจฉัยโรคได้แน่นอนขึ้น การเก็บตัวอย่างจากเลือดควรทำความสะอาดบริเวณที่จะเจาะเลือดด้วยสำลีชุบแอลกอฮอล์ 70% แล้วจึงทำการเจาะเลือดใส่ในหลอดที่ใส่สารกันการแข็งตัวของเลือด เช่น EDTA เฮพพาริน หรือโซเดียมซิเตรทบรรจุอยู่ แล้วทำการคว่ำขวด หงายขวดเบาๆ หลายครั้ง จนเลือดเข้ากับสารกันดังกล่าว ในกรณีที่ต้องการเก็บตัวอย่างซีรั่ม ไม่ต้องใส่สารกันเลือดแข็งตัว

 การเก็บตัวอย่างซีรั่ม
ปริมาณของเลือดที่เจาะขึ้นกับว่าจะต้องการส่งตรวจหาอะไรและตรวจกี่ชนิด ถ้าตรวจหลายชนิดก็ต้องใช้ซีรั่มมาก โดยทั่วไปอาจจะเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำตั้งแต่ 5-20 ซีซี. ใส่หลอดแก้วหรือขวดที่สะอาดและแห้ง ตั้งทิ้งไว้ 4-6 ชั่วโมง (ยังไม่ต้องแช่ตู้เย็นหรือกระติกน้ำแข็ง และห้ามแช่ช่องแช่แข็ง) เมื่อเลือดแข็งตัวแล้วแยกเอาซีรั่ม ออกมาเก็บไว้ในหลอด หรือขวดที่แห้งสะอาดมีฝาปิด หรือจุกปิดแน่นสนิท ในกรณีที่ซีรั่ม มีเม็ดเลือดแดงปนอยู่มาก ควรทำการปั่นเหวี่ยงด้วยเครื่องปั่น (centrifuge) 2,000-3,000 รอบต่อนาที เป็นเวลา 20-30 นาที เพื่อให้เม็ดเลือดตกตะกอนก่อนจึงแยกซีรั่ม ถ้าไม่มีเครื่องปั่น ให้นำซีรั่มที่แยกได้ ไปเก็บไว้ในตู้เย็นธรรมดา 12-24 ชั่วโมง เม็ดเลือดที่เหลืออยู่จะตกตะกอน ให้แยกซีรั่มอีกครั้งหนึ่ง ใส่หลอดหรือขวดใหม่ ปิดฝาให้แน่น ติดฉลากให้ชัดเจน เช่น ชื่อสัตว์ หรือหมายเลข เล้า หรือคอก วันที่เก็บแล้วแช่ในกระติกน้ำแข็ง เพื่อป้องกันการเน่าเสียแล้วนำส่งห้องปฏิบัติการ หรือเก็บในช่องแช่แข็ง (freezer) ในกรณีที่จะเก็บไว้นานเพื่อรอการส่งตรวจ
 ลักษณะของซีรั่มที่ดี
1. มีปริมาณมากเพียงพอที่จะตรวจแต่ละห้องปฏิบัติการ อย่างน้อย 2-10 ซีซี.
2. ไม่มีเม็ดเลือดปนและไม่มีเม็ดเลือดแดงแตก (hemolysed) ถ้าแตกจะสังเกตเห็นซีรั่มมีสีแดง
3. ไม่มีสิ่งปนเปื้อนอื่นๆ ควรปิดฝาหรือจุกให้แน่นสนิทไม่ให้น้ำเข้า
4. หลอดหรือขวดเก็บซีรั่มต้องติดเบอร์ หรือชื่อสัตว์ให้ชัดเจน ควรใช้ปากกาที่หมึกไม่ละลายน้ำ และเทปเหนียวชนิดที่กันน้ำซึม (water proof) เพื่อไม่ให้ลบเลือนและลอกหลุด
5. มีชื่อเจ้าของ ประวัติสัตว์ หมายเลขประจำตัวสัตว์ (ในกรณีที่มีจำนวนซีรั่มมาก หมายเลขหลอดซีรั่มต้องตรงกับลำดับเลขในประวัติสัตว์) ชนิด เพศ พันธุ์ อายุ วันที่เก็บตัวอย่าง อาการของสัตว์ป่วย ฯลฯ ส่งมาพร้อมด้วย
6.ในกรณีที่ต้องการตรวจหาไวตามิน เอ ต้องใช้หลอดกันแสงสีสีชา เพื่อป้องกันไม่ให้ไวตามินเอในซีรัมถูกแสงทำลาย
ในกรณีที่มีการระบาดของโรค สามารถที่จะเก็บซีรั่มมาตรวจ เพื่อทำการเปรียบเทียบระดับภูมิคุ้ม เพื่อทำการเปรียบเทียบระดับแอนติบอดี (titers) ว่าสัตว์มีการติดโรคนั้นหรือไม่ โดยเก็บซีรั่ม 2 ชุด มาทำการเปรียบเทียบกัน โดยชุดแรกจะทำการเจาะ เมื่อสัตว์มีอาการป่วยอย่างเฉียบพลัน ในระยะแรกชุดที่ 2 เก็บจากสัตว์ป่วยตัวเดียวกันที่มีอาการมานาน 3-4 สัปดาห์ หรือชุดแรกจากสัตว์ที่ปกติ และชุดที่ 2 เก็บจากสัตว์ที่มีอาการหนักที่สุดในฝูง

 การเก็บตัวอย่างจากการผ่าซาก
ในการเก็บตัวอย่างจากสัตว์ป่วย ซาก หรืออวัยวะ ควรใช้เครื่องมือที่สะอาด โดยการราดแอลกอฮอล์ นึ่ง ต้ม อบ เผาลนไฟ หรือแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรค ระวังอย่าให้ปนเปื้อนก่อนทำการผ่าซาก ควรบันทึกสภาพของร่างกาย ผิวหนัง เยื่อหุ้มนัยน์ตา เยื่อเมือก และความผิดปกติภายนอก หลังจากนั้นทำการผ่าซาก ให้บันทึกลักษณะที่พบเห็น ในทุกระบบของร่างกายสัตว์ และเน้นตามลักษณะที่เกิดการเจ็บปวด เช่น การเจ็บขาให้ตรวจ ข้อกีบ ข้อต่อ กระดูก ด้วยส่วนระบบลำไส้ ควรตรวจหลังสุด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนเชื้อจากลำไส้ และควรบันทึกลักษณะ ที่มีความผิดปกติไว้ด้วย หลังจากนั้นถ้าจะเก็บเนื้อเยื่อเพื่อส่งตรวจทางแบคทีเรีย และไวรัส ควรใช้เครื่องมือที่สะอาด ควรตัดเนื้อให้มีขนาดใหญ่ พอสมควรเพราะจะได้เลือกเนื้อเยื่อ บริเวณที่จะเพาะเชื้อได้ง่าย หลีกเลี่ยงการปนเปื้อน จากการขนส่ง บรรจุในถุงพลาสติกที่สะอาดแช่น้ำแข็งและรีบนำส่งห้องปฏิบัติการ ส่วนการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อเพื่อทำการตรวจทางจุลพยาธิวิทยา ให้เลือกเนื้อเยื่อตัดเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาด 12 เซนติเมตร หนา 1.5 เซนติเมตร แช่ในน้ำยาฟอร์มาลิน 10% ส่วนลำไส้ควรเปิดแผ่ก่อนแล้วค่อยใส่น้ำยาฟอร์มาลิน การเก็บตัวอย่างจากการผ่าซากนี้ ถ้าเป็นกรณีของสัตว์ที่มีขนาดเล็ก เช่น ไก่ สุกรตัวเล็ก ถ้าสามารถส่งตรวจทั้งตัวได้จะเป็นการดีเพราะเนื้อเยื่อจะไม่ปนเปื้อนมากนักเมื่อทำการเพาะเชื้อ


 การป้ายเลือดบนสไลด์

ให้ทำการป้ายเลือดบนสไลด์จากเส้นเลือดปลายหู สำหรับตรวจพยาธิในเม็ดเลือด และเลือด (blood parasite) เช่น อนาพลาสโมซีส (anaplasmosis) บาบีซิโอซีส (babesiosis) ฯลฯ


 การเก็บตัวอย่างเพื่อการตรวจพยาธิในลำไส้

ในการตรวจหาไข่พยาธิให้ใช้อุจจาระที่ใหม่สด ควรเก็บจากลำไส้ใหญ่ ประมาณตัวละ 10 กรัม เก็บใส่ถุงพลาสติกแช่น้ำแข็งส่งภายใน 24 ชั่วโมง การเก็บตัวพยาธิควรล้างด้วยน้ำเกลือ และแช่ในเอทธีลแอลกอฮอล์ 70% ส่วนพยาธิใบไม้ควรล้างด้วยน้ำเกลือ และค่อยกดในระหว่างสไลด์ 2 แผ่น ผูกไว้เข้าด้วยกันทั้ง 2 แผ่น ทิ้งไว้ใน ฟอร์มอล-ซาไลน์ 10% นาน 24 ชั่วโมง หรือใส่พยาธิใบไม้ในฟอร์มอลซาไลน์ 10% เพื่อส่งตรวจ


 การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจทางพิษวิทยา


ตัวอย่างที่สามารถตรวจได้ คือ อาหาร น้ำ ซีรั่ม เนื้อเยื่อต่างๆ เป็นต้น
- อาหาร ควรเก็บตัวอย่างให้กระจาย โดยการเก็บตรวจหลายๆ ที่ เช่น ก้นกระสอบ ตรงกลางกระสอบ ปากกระสอบ
- น้ำ ควรเก็บจากหลายๆ ที่ จากบริเวณที่ต้องการตรวจ
- ซีรั่ม ดูการเก็บตัวอย่างซีรั่ม
- เนื้อเยื่อแช่แข็ง


 การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจทางไวรัสวิทยา


โดยทั่วไป การตรวจโรคทางไวรัสวิทยาในเบื้องต้นจะใช้ การตรวจชิ้นส่วนเนื้อเยื่อแช่แข็งและย้อมด้วยสารวินิจฉัยที่เรียกว่า คอนจูเกต และยืนยันการเป็นโรคด้วยการแยกเชื้อไวรัสผ่านเซลล์เพาะเลี้ยง ดังนั้นเนื้อเยื่อที่จะใช้ตรวจทางไวรัสวิทยาต้องเป็นเนื้อเยื่อสดจากสัตว์ที่ตายใหม่ ๆ และควรเก็บจากสัตว์ที่แสดงอาการในระยะแรกของโรค อวัยวะที่ใช้ตรวจส่วนใหญ่จะตรวจจากอวัยวะภายในเช่น ต่อมน้ำเหลือง ทอยซิล ปอด ตับ ม้าม ไต ลำไส้ สมอง และเลือด เป็นต้น และการเก็บควรหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนจากเชื้ออื่น ๆ เช่นแบคทีเรียและเชื้อรา ภาชนะที่ใส่ตัวอย่าง ควรเป็นภาชนะที่สะอาดและปิดสนิท เช่น ขวดเกลียวปากกว้าง ถ้าระยะเวลาระหว่างการขนส่งถึงห้องปฏิบัติการไม่เกิน 48 ชั่วโมง ควรแช่ในกระติกที่มีน้ำแข็ง และเกลือเม็ดผสมอยู่ โดยห่อภาชนะในถุงพลาสติกมัดให้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าอีกชั้นหนึ่งและส่งไปยังห้องปฏิบัติการให้เร็วที่สุด ในกรณีที่สัตว์ตายในช่วงวันหยุด ควรแช่ภาชนะที่บรรจุชิ้นส่วนของอวัยวะในห้องแช่แข็งของตู้เย็นก่อน แล้วจึงนำส่งตรวจในวันทำการต่อไป การตรวจโรคไวรัสแต่ละละโรคอาจตรวจจาก อวัยวะที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อไวรัสมีมากที่อวัยวะใดดังนั้นการส่งตัวอย่างควรเลือกตัวอย่างใหเหมาะสมกับโรคที่ต้องการด้วย ดังต่อไปนี้
โรคอหิวาต์สุกร :- ทอนซิลไต ม้าม ปอด และต่อม
โรคพิษสุนัขบ้าเทียม (โรคออเจสกี้) :- สมอง ทอนซิล ปอด ม้าม ตับ
โรคพาร์โวไวรัสหรือไวรัสอย่างอื่นที่ทำให้ลูกสุกรแท้ง :- ซากลูกสุกรทั้งตัว
โรคท้องร่วง (TGE: Rotavirus, PED ) :- ลำไส้อุจจาระใหม่ ๆ
โรคที่ทำให้เกิดอาการทางประสาท (Japanese encephalitis, porcine enterovirus, hemagglutinating encephalitis, vomiting and wasting disease) :- สมอง ไขสันหลัง ทอนซิล ม้าม อุจจาระ
โรคฝีดาษสุกรร (swinepox) :- วิการที่ผิวหนัง
โรคปากและเท้าเปื่อย โรค swine vesicular, vesicular stomatitis และ swine vesicular exanthema :- วิการที่ปากและไรกีบ แช่ 50 % glycerine buffer


 การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจทางแบคทีเรีย


นับว่าเป็นสิ่งสำคัญของการตรวจวินิจฉัยโรค การเก็บตัวอย่างไม่ถูกต้อง ไม่สะอาด มีการปนเปื้อน หรือซากเน่า ทำให้มีเชื้อจากการเน่าเปื่อยเกิดขึ้น เป็นเหตุให้ไม่สามารถหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้ จะทำให้ผลการวิเคราะห์เชื้อโรคทางห้องปฏิบัติการผิดพลาด ทำให้การวินิจฉัยโรคคลาดเคลื่อน ส่งผลกระทบต่อการรักษา การควบคุมและป้องกันโรค ต้องเสียเวลาเก็บตัวอย่าง และวิเคราะห์หาเชื้อใหม่
การเก็บตัวตัวอย่างควรปฏิบัติดังนี้
1. ตัวอย่างที่ส่งตรวจ จะต้องสดและใหม่ และควรเก็บก่อนการรักษาด้วยยาต้านจุลชีพ
2. เลือดจากใบหู หรือเส้นเลือดบริเวณคอ เลือดป้ายสไลด์ ก่อนสัตว์ตาย กรณีที่สงสัยโรคแอน แทร็กซ์
3. ในกรณีที่สัตว์ตาย ควรเก็บอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ตับ ปอด ม้าม ไต ลำไส้ น้ำจากข้อที่อักเสบ หนองจากฝี ฯลฯ (ส่วนที่เป็นลำไส้ให้ใส่ภาชนะแยกจากอวัยวะอื่น ๆ)
4. การเก็บอุจจาระควรเก็บในระยะต้น ๆ ของการเกิดโรค และเก็บอุจจาระที่มีมูกหรือเลือดปนประมาณ 10 กรัมในกรณีที่ทำ rectal swab ควรทำความสะอาดทวารหนักก่อนด้วยน้ำสบู่ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สอดไม้พันสำลี (cotton swab) ที่ทำให้ชุ่มชื้นด้วย transport medium หรือ น้ำเกลือ (0.85 % NaCl) เข้าไปแล้วหมุน Swab ให้สัมผัสกับเยื่อบุผนังของทวารหนักหรือลำไส้ ตัวอย่างที่เป็นอุจจาระหรือ rectal swab ให้ใส่ไว้ใน transport medium เช่น Carry blair หรือ Stuart medium แล้วเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องหรือที่ 4 องศาเซลเซียส จะช่วยรักษาชีวิตของเชื้อไว้ระยะหนึ่ง
5. การเก็บตัวอย่างต้องทำด้วยความสะอาดทุกขั้นตอน ไม่ให้มีการปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมภายนอก
6. ภาชนะที่ใส่ตัวอย่าง ต้องสะอาด และปราศจากเชื้อโรคมีฝาปิดมิดชิด หรือใช้ถุงพลาสติดใหม่ๆเพื่อป้องกันการปนเปื้อนระหว่างนำส่งตรวจ
7. หลังจากเก็บตัวอย่างแล้วควรส่งห้องปฏิบัติการโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยแช่มาในกระติกน้ำแข็ง (ระวังอย่าให้น้ำในกระติกเข้าไปปนเปื้อนกับตัวอย่าง)
   

|หน้าแรก| แผนผังเว็บ| ข้อมูลองค์กร| การบริการ| องค์ความรู้| พัฒนาองค์กร| แผนงาน-วิจัย| บริหารจัดการ| พัสดุ-งบประมาณ| สถิติ-รายงาน| ติดต่อ| English|
Home การบริการ การชันสูตรโรคสัตว์ทางห้องปฏิบัติการ ข้อแนะนำการเก็บ-จัดส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการ